แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ https://www.epilepsyarttherapy.blogspot.com2026/1/geography-photography-wat-dhammongkol-attitude-jade-exclamation.html แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ https://www.epilepsyarttherapy.blogspot.com2026/1/geography-photography-wat-dhammongkol-attitude-jade-exclamation.html แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

Epilepsy Art Therapy : Geography Photography Survey Of Art Wat Dhammongkol Attitude, ideal, anatomy, exclamation, jade exclamation. by Panupon Sukhsri โครงการภาพถ่ายเชิงสารคดี วัดธรรมมงคล เจตคติ อุดมคติ กายวิภาค อุทกทาน อุทานหยก โดย ภาณุภณ สุขศรี



ศิลปะปริทัศน์ Survey Of Art

ภาพถ่ายเชิงสารคดี
Geography Photography 

วัดธรรมมงคล เจตคติ อุดมคติ กายวิภาค อุ ทก ทาน อุทานหยก

Wat Dhammongkol Attitude, ideal, anatomy, exclamation, jade exclamation



Art Idealogical Psychology : Tri part  basic objective ideal from basis Anatomy of  4 part  world element



จิตวิทยา สมการ เชิง ศิลปกรรมศาสตร์: ไตรภาคี วัตถุเชิงสามัญ อุดมคติ เชิงหลักมูลฐาน กายวิภาค แห่งหลักสี่ โลกธาตุ


 บทที่ 1

 บทนำ 

Chapter 1 Introduction

 1.ชื่อโครงการ 
Geography Photography 

วัดธรรมมงคล เจตคติ อุดมคติ กายวิภาค อุ ทก ญาณ อุทานหยก

Wat Dhammongkol Attitude, ideal, anatomy, exclamation, jade exclamation

 1.Project
Geography Photography 


2 .สื่อที่ใช้ในการสร้างสรรค์ 
 สื่อบันทึกภาพประกอบเชิงสารคดี
2. Media used in creativity
 Documentary-style visual recordings.



                  
3. ที่มาและความสำคัญ 

3. Origin and importance 

จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเรื่องศิลปะบำบัด โดยศึกษาและ ค้นคว้า จิตวิทยา ของ ศาสนาวิทยา ใน สื่อสถาปัตยกรรมและผลงานศิลปกรรม ร่วมสมัย ของวัดธรรมมงคล จากอุดมคติการบันทึกจดหมายเหตุ ของการบูรณะพื้นที่ ที่มีกระบวนการปฎิสังขรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กระทำการบันทึกภาพถ่าย โดยใช้หลักการเดินจงกรม และตั้งกรรมฐานการกดแป้นบันทึกภาพ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ซึ่งหนึ่งมุมภาพจะได้รับภาพหกภาพ ดั่งสัมผัสที่หก 

หยก เป็นดั่งอัญมณีหนึ่ง จาก หนึ่งใน เจ็ด สี ธาตุแห่งจักระทั้งเจ็ด อนึ่งคำว่า เจด (jade) ก็สามารถแสดง คำขนาบเคียงได้นัยยะหนึ่ง เช่นดั่งคำในพุทธศาสนา เจตคติ นั่นเอง อนึ่งเดียวกันสำริดที่ถูกใช้ในการสร้างพระพุทธรูป หากยามเก่าแก่เสื่อมสภาพลง ก็มักเป็นเป็นโลหะสนิมสีเขียว จากหลักสามัญ บาตร และค่าเงินบาท

เนื่องจากวงจรเจ็ดสีของจักระ สีเขียวเป็นสีที่ระบุถึงปราณช่วงวงจรหน้าอก และช่วงหัวใจ จึงไม่แตกต่างกับกรณีที่ มรกต สีเขียวขจีอันสว่างใสกระจ่าง ถูกจัดในวงจรสี อัญมณี อันสดใส ซึ่งปรากฎอันและถูกมีใช้กระทำในองค์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งใช้ไตรภาคีด้านสามฤดูกาลในกาลอุปทานเครื่องทรงในองค์พระประทาน

พระร่วงกับคติความเชื่อทางศาสนาอัตตาและสังสารวัฏ เป็นสื่อที่มีการติดต่อศิลปินไทยร่วมสมัย ช่วง มูลพินิจ กับ ผลงานพระร่วงบำเพ็ญทุกขกิริยา และอัตตาสังขาร กับ วงจร การเวียนว่ายตายเกิด เป็นอนึ่ง คติธรรมแทรกผ่านภาพประกอบ พระเจดีย์

ความร่วมสมัยกับวิวัฒนาการ แห่งความร่วมมือทางอารยธรรม เป็นหนึ่งสื่อที่ปรากฎในพระประทานหนึ่งองค์ ใน วัดธรรมมงคล หากแต่ผู้ค้นพึงระลึกแค่ขนาดที่มีความใหญ่จากวัตถุ ซึ่งก็คือหยก แต่กระนั้นผู้สร้างสรรค์องค์พระประธาน คือช่างประติมากรรมชาว อิตาเลียน ซึ่งได้รับการติดต่อและมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร อีกเช่นเดียวกันกับ พระเจดีย์

อีกกระทั่งจุดประดิษฐาน พระ มีการติดตั้ง พื้นที่ซึ่งเป็นการประยุกต์ผลงานของศิลปินไทย ซึ่งภาพต่างๆทางสื่อศาสนศิลป์เป็นที่คุ้นสายตา ของผลงาน ศิลปินเหม เวชกร แต่ผลงานศิลปกรรมนำเสนอด้วยประดิมากรรมนูนสูง เป็นการชดเชยให้ผู้คนระลึกถึง



This research examines art therapy, exploring the psychology of theology within the medium of architecture and contemporary artwork at Wat Thammamongkol, drawing upon the ideals of historical documentation during the restoration of the site.The ongoing restoration process is documented through photographic recording using walking meditation and a meditative practice of pressing a button to capture the image, reciting "Buddho, Dhammo, Sangho." Each angle yields six images, like the sixth sense.

Jade is one of the seven gemstones representing the seven elemental colors of the seven chakras. Furthermore, the word "jade" can also have a related meaning.
As the saying goes in Buddhism, attitude is key. Similarly, the bronze used to create Buddha images, when aged and deteriorating, often turns a greenish rust. This is based on common principles, such as the alms bowl and the value of the Thai baht.

Just as green represents the chest and heart chakra prana in the seven-color cycle, so too is it the case that emerald, with its bright, clear green, is included in the vibrant gemstone color cycle.This appears and is used in the Phra Phuttha Maha Mani Ratana Patimakor image, which utilizes the three seasonal elements in the attire of the main Buddha image.

The image of Phra Ruang, along with religious beliefs about the self and the cycle of rebirth, serves as a medium for communication among contemporary Thai artists, particularly those in the Chuang Moolpinit group.Along with the illustrations depicting King Ruang's ascetic practices, the concept of impermanence, and the cycle of birth and death, moral lessons are subtly interwoven.Moral lessons are subtly conveyed through the illustrations of the pagoda.


Contemporary representation of the evolution of civilizational cooperation is one of the themes evident in a single Buddha image at Wat Thammamongkol. However, viewers should only note the large size of the object, which is jade.Nevertheless, the creator of the main Buddha image was an Italian sculptor who was also contacted and collaborated with Silpakorn University, just like with the pagoda.


Furthermore, at the site where the Buddha image is enshrined, an area has been installed featuring works of art by Thai artists, in which various images from religious art are familiar to the eye.The artwork is by the artist Hem Vejakorn, but presented in high relief sculpture, serves as a way to remind people of him.


 4 .วัตถุประสงค์ 

• 1.)เพื่อถ่ายทอดความคิดข้าพเจ้าเรื่องศิลปะบำบัดโรคกับพุทธศิลป์ ผ่านผลงานศิลปะเชิงศิลปะกับสังคีตวิทยา survey art

 • 2.)เพื่อศึกษาและพัฒนางานสร้างสรรค์ โดยเรียนรู้ด้วยการเข้าใจศาสนวิทยาด้วยตนเอง และปรับพัฒนารูปแบบบทความพุทธศิลป์ร่วมสมัย เชิงภาพบันทึกเชิงสารคดี


5.ขอบเขตโครงการ 

 • 1.)ศึกษาและวิเคราะห์ ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะบำบัด และคัดกรองข้อมูลจากตัวอย่างที่คัดสรร โดยผู้ศึกษาจะนำข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์  วิธีการ ในการถ่ายทอดเรื่องราว เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการนำเสนอศิลปะร่วมสมัยจากศาสนาวิทยา

 • 2.)ศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบ ศิลปะบำบัด และศาสนศิลป์ทั้งของประเทศไทยและ ต่างประเทศ

.

 6.แผนการดำเนินโครงการ 

• 1.)ค้นคว้าขอมูลพื้นฐานศิลปะเบื้องต้น ตามมาตรฐานสากลใช้สื่อสาร และค้นศิลปะไทยที่ต้องการนำมาใช้ในการสื่อสาร ก่อนนำหลักการและแบบแผนที่มีความชัดเจนทาใช้ในการค้นวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ปรากฎในหลักสื่อศิลปวัฒนธรรมด้านศาสนาวิทยาของไทย ในการตรึกตรองหาฐานข้อมูลในการบันทึกภาพถ่ายเชิงประวัติศาสตร์โครงงาน

 • 2.)บันทึกภาพถ่ายและประกอบ สมาธิญาณ เชิงสัมพันธไมตรี รูปต่างๆ ขณะใช้กุโศบาย กระทำศีล และใช้เป็นการเชื่อมไมตรีระหว่าง สถาณที่และผู้ประกอบศีล จากศาสนาสถาณ โดยสังเกตดูและค้นหามุมมองของพื้นที่ ที่ใช้ดำเนินศีลบ่อยๆ แต่มีศิลปะซึ่งถูกมองอย่างผิวเผินในการบันทึกโครงงาน


• 3.)นำข้อมูลโครงงานเป็นดั่งโครงงานการประกอบการกุศล แม้อาจเริ่มจากจุดไม่น่าสนใจ ปต่ค่อยๆปรับและพัฒนาจน ภาพถ่ายหนึ่งชุด เป็นอนึ่งดั่ง วิดทัศน์ โครงงานการประกอบพิธีศาสนาศีล ต่างๆของพื้นที่ ที่เลือกสรรค์ในโครงงาน
 
 
 7.ผลที่คาดว่าจะได้รับ 

 • 1)ใช้ผลงานดั่ง ศาสนศิลป เชิงภาพถ่ายบันทึกประวัติศาสตร์ การบูรณะสถาณที่เชิงศาสนา เพื่อให้ประชากรรุ่นใหม่ มีความเข้าใจ ศิลปะและศาสนามากขึ้น ขณะสังคมศาสนาเริ่มถดถอย

 • 2)นำผลงานเป็นดั่งสมุดบันทึกจดหมายเหตุเชิงศาสนสถาณ และนำผลงานกระจายแก่พื้นที่ ซึ่งให้ฐานข้อมูลในการบันทึกผลงาน ให้เป็นดั่งภาพบันทึกเหตุการณ์ นัยยะหนึ่งของ ศาสนาวิทยา ภาพบันทึกประวัติศาสตร์ของศาสนจักร


บทที่2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 

Chapter 2 Documents and related research

 2.1ประสบการณ์รอบตัวและสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความคิด
 2.1 Surrounding experiences and environments that influence thought


   ในปัจจุบันกลุ่มผู้ป่วยลมชัก มีเพิ่มขึ้นในสังคมไทย แม้นจะมีข้อมูลมากมายว่า ศาสนาคือสื่อที่ช่วยเยียวยาประชากรลมชักกับหลักฐานทางพุทธศาสนา แม้นทุกศาสนามีการระบุอ้างเรื่องโรคลมชัก ซึ่งทั้งนี้เอง ในสังคมด้าน ศาสนวิทยา แต่สังคมต่างมีความเจ็บไข้ได้ป่วย ในรูปแบบต่างๆ จนกระทั่ง แต่ละโรคต่างมีนัยยะของแต่ละบุคคลเองในการตอบรับศาสนา

ศาสนาเองก็ถูกลดความสนใจ จากผลกระทบแห่งยุคสมัยที่แปรผัน คนยุคปัจจุบัน กระทำค่าดีร้าน ราวสลับขั้วสีขาวดำ จน สีขาว ซึ่งเป็นสี บน นัยยะ แดง ขาว น้ำเงิน มีความบิดพริ้ว ณ นัยยะแห่งสีสากล

การบันทึกผลงานภาพถ่ายครั้งนี้ เลือกใช้ วัดในย่านถิ่นกำเนิดแห่งตน หรือ วัดในละแวกเกิด ของตนนั้นเอง ขณะที่ผ่านความ กังขา ปุจฉา วิสัชนา มาด้วยตนเองกับพื้นที่ ผลลัพธ์ที่จะได้ จะเป็นดั่งสมุดบันทึกประวัติศาสตร์วัด และ สามารถใช้เป็นภาพประกอบหลากหลาย หนังสือธรรมคุณ ได้ ณ โอกาสนี้ 



Currently, the number of epileptic patients is increasing in Thai society, despite abundant information suggesting that religion can help treat epileptic syndrome, particularly in Buddhism. However, all religions mention and address issues related to epilepsy.
In the realm of theology, societies suffer from various illnesses, each with its own implications for individuals in their response to religion.

Religion itself has been deprived of attention due to the changing times. Modern people treat things differently, reversing the neutrality of black and white, to the point that white, a color inherent in red, white, and blue, has become distorted in its universal meaning.

 This photographic record focuses on temples in one's birthplace or neighborhood, documenting the experiences, questions, and questions one has personally encountered within these areas. The result will be a historical record of these temples.And it can be used as various illustrations in books on Buddhist virtues on this occasion.


การออกแบบสองมิติ 


ดังเช่น วงจรไตรภาค อักษรวิจิตร แห่ง เอ บี ซี แห่ง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม จาก ทฤษฎีการออกแบบ ของ เบาเฮาส์ โรงเรียน ในประเทศ เยอรมันนี ที่สอนศิลปะและวิจิตรศิลป์ ซึ่งมีปรัชญา คือ นักออกแบบและนักคิดต้องสามารถทำงานด้วยตนเองได้ โดยการเน้นการลงมือปฏิบัติจริง



สุนทรียศาสตร์ 

การออกแบบสองมิติ จิตวิทยาปริชานภาพสี

 
โยฮันเนส อิตเทน
 

องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี
ทฤษฎีองค์ประกอบสี ตามหลักการผู้ศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ ต่างต้องศึกษาเป็นวิชาการ เบื้องต้น และมักต้องใช้ข้อมูล เชิงองค์ประกอบ ธาตุแห่งสี ของ โยฮันเนส อิตเทน เป็นการฝึกหลักกระบวนการสมการพื้นฐานของการรับรูตามหลักจิตวิทยา
องค์ประกอบหลัก ของ สามรูปทรง วงกลม สี่หลี่ยม และสามเหลี่ยม การลงสีสันธาตุต่างๆในรูปทรงประกอบกับอัตราส่วนกับหลักสมการ ตารางเฉดสี อีกทั้งยังมีด้านสมการอัตราส่วนเชิง องศาทองคำ กับการระบายน้ำหนักของสีสัน ที่มีทั้งโทนเดียวกันแต่แตกต่างด้านน้ำหนัก และ สมการสีสัน คู่ตรงข้าม อย่างมีระบบแบบแผนรูปธรรม ขณะเดียวกันผู้สร้างผลงานศิลปะในสื่อนิเทศน์ศิลป์ หากไม่ทำความเข้าใจ พื้นฐานสมการสีสันอย่างถูกต้อง ก็จะใช้งานสื่อระบบโปรแกรมโลกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมวินโดว์ หรือ โปรแกรมโฟโต้ชอป อย่างไร้ระเบียบแบบแผน ราวใช้งานคอลลาจเพียงการตัดต่อรูปภาพ ของสัญลักษณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยผิดหลักการของทัศนธาตุด้านสีสันกับศิลปกรรม
 
สื่อหนังสือ จิตวิทยา องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี โยฮันเนส อิตเทน
  
สื่อหนังสือ จิตวิทยา องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี โยฮันเนส อิตเทน
 
 
หลักสมการ ตาราง องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี โยฮันเนส อิตเทน
  

สื่อหนังสือ จิตวิทยา องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี โยฮันเนส อิตเทน

 
องค์ประกอบ อัตราส่วนทองคำ กับหลักการ ไตรภาคี ด้านสรีระแห่งรูปทรง 
 
วงจร ตาราง ธาตุ สีและหลักแสดงห้วงอารมณ์
 
มูลฐาน วงจรสมการตารางองศา หลัก อัตราส่วน ครึ่งต่อครึ่ง
  

มูลฐาน วงจรสมการตารางองศา หลัก อัตราส่วน ครึ่งต่อครึ่ง ของ
รูปทรงวงกลม
 
องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี ขาวและดำ ของหลักชนชาติจีน
  มูลฐาน วงจรสมการตารางองศา หลัก อัตราส่วน ครึ่งต่อครึ่ง ของ
รูปทรงวงกลม องค์ประกอบ ธาตุแห่งสี ขาวและดำ 




 


 


ประวัติศาสตร์ศิลปะ

 
สัดส่วนทองคำ Adobe.com

สัดส่วนทองคำคืออะไร

สัดส่วนทองคำหรือที่รู้จักกันในชื่อ ตัวเลขทองคำ อัตราส่วนทองคำ หรืออัตราส่วนพระเจ้า คืออัตราส่วนระหว่างำนวนสองจำนวนที่มค่าโดยประมาณเท่ากับ 1.618 มักเขียนแทนด้วยตัวอักษรฟายของกรีก สัดส่วนนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับลำดับฟีโบนัซซีได้แก่ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21 และจำนวนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ โดยสัดส่วนของจำนวนแต่ละจำนวนที่อยู่ก่อนหน้าจะมีค่าเข้าใกล้ 1.618 หรือฟายเรื่อยๆ

ประวัติของสัดส่วนทองคำ

คำว่า สัดส่วนทองคำนั้นมีการกล่าวถีงเป็นครั้งแรกในช่วงราว 300 ปีก่อน คริสตกาลในหนังสือ Elements ของยูคลิด ซึ่งเป็นผลงานกรีกคลาสิกว่าด้วยคณิตศาสตร์และเราขาคณิต ยูคลิดและนักคณิตศาสตร์คนอื่นในยุคแรกๆ อย่างพีทาโกรัสรู้จักสัดส่วนนี้แต่ไม่ได้เรียกสัดส่วนนี้ว่าสัดส่วนทองคำ จนกระทั่งช่วงเวลาหลังจากนั่นหลายปีสัดส่วนทองคำได้แสดงสเน่ห์ที่ลึกลับออกมา ลูกา ปาชิโอลิ นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีได้เผยแพร่หนังสือ De divina proportione ในปี 1509 พร้อมกับภาพประกอบที่วาดโดย ลีโนร์โด ดาร์วินชี โดยยกย่องสัดส่วนนี้ให้เป็นสัดส่วนที่แสดงถึงความเรียบง่ายและเป็นระเบียบที่ได้รับแรงบัลดาลใจจากพระเจ้า
หนังสือของปาชิโอลิและภาพประกอบของลีโอนาโดดาร์วินชีได้ทำสัดส่สนทองคำมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่นักคณิตศาสตร์และศิลปิน ตลอดหลายศตวรรษนับตั้งแต่หนังสือของปาชิโอเผยแพร่ออกมา ผู้ที่หลงใหลในอัตราส่วนทองคำจำนวนมากกล่าวว่าจำนวนทองคำคือความสุนทีรย์ในธรรมชาติที่เจริญตา เป็นความงามในทางคณิตศาสตร์ที่ผ่านการกลั่นกรองและสัดส่วนทองคำในสัดส่วนของเส้นตรงความยาวด้านของสีเหลี่ยมผืนผ้าทองคำ และสามเหลี่ยมทองคำนั้นได้ปรากฎในประวัติศาสตร์ของศิลปะอยู่ตลอด
ผู้ที่หลงไหลในสัดส่วนทองคำโต้แย้งว่าสัดส่วนทองคำนั้นคือความสุนทรีย์อันงดงามเนื่องจากเป็นความงามที่พบได้ทั่งไปตามธรรมชาติ สัดส่วนของเปลือกหอยงวงช้างและร่างกายมนุษย์เป็นตัวอย่างของอัตราส่วนทองคำในธรรมชาติ แต่สัดส่วนเหล่านี้เองก็ยังมีความแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลายในแบบของตัวเอง เปลือกของหอยบางชนิดจะเจริญตามสัดส่วนทองคำในลักษณะลวดลายที่เรียกกันว่า ก้นหอยทองคำ แต่ไม่ใช่ว่าเปลือกของหอยทุกชนิดจะเจริญในลักษณะนี้ จริงอยู่ที่หอยงวงช้างนั้นมีสัดส่วนของเปลือกนั้นมักจะปรากฎเป็นก้นหอยลอการิทึมซึ่งตรงข้ามกับลักษณะของฟาย
ฟายยังปรากฏในลักษณะอื่นๆ ในธรรมชาติอีกด้วย ใบไม้และลูกสนมักจะมีลวดลายที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนทองคำและมีการจัดเรียงแบบก้นหอยของเมล็ดทานตะวันและเมล็ดพืชอื่นๆ ก็มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับฟาย ฟายทำให้การจัดเรียงหรือการบรรจุมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นใบไม้ที่เจริญตามสัดส่วนทองคำจะไม่บดบังกันและกัน และจะจัดเรียงตัวสัมพันธ์กับใบไม้ใบอื่นในมุมที่เรียกว่า มุมทองคำ
แม้จะไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการใช้สัดส่วนทองคำนั้นดีกว่าสัดส่วนแบบอื่นแต่ศิลปินและนักออกแบบก็พร้อมที่จะ สร้างสรรค์ความสมดุล ความเป็น ระเบียบ และองค์ประกอบที่น่าสนใจในงานของพวกเขาอยู่เสมอ
สัดส่วนทองคำในงานศิลปะและการออกแบบกราฟิก

ศิลปินและนักออกแบบบางส่วนตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานโดยอ้างอิงจากสัดส่วนมองคำ เลอกอร์บูซิเย ซึ่งเป็นสถาปนิกสไตล์ มิด-เซนจูรีโมเดิร์นชื่อดังได้วางรากฐานระบบสถาปัตยกรรมจำนวนมากโดยใช้สัดส่วนทองคำจิตกรแนวเหนือจริงอย่าง ซัลบาดอรื ดาลี ตั้งใจใช้ผ้าใบที่มีรูปเหมือนกับสี่เหลี่ยมทองคำในการวาดภาพ The Sacament of the Last Supper วงโปรกรสซีพร็อคอเมริกัน Tool ได้ปล่อยผลงานเพลง “Lateralus” ในปี 2001 ซึ่งเป็นเพลงที่ได้แรงบัลดาลใจในการกำหนดจังหวะจากลำดับฟีโบนัซซี

นักประวัติศาสตร์ศิลปะยังได้ค้นพบตัวอย่างของสัดส่วนทองคำอื่นใน ภาพวาด โมนาลิซ่า วิหารพาร์ฌธนอนในกรุงเอเธนส์โบราณ และมหาพีระมิดแห่งกิซา อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าศิลปปินทั้งหลายตั้งใจใช้สัดส่วนทองคำแบบเดียวกับเลอกอร์บูซิเย ดาลีหรือ CoSM กลุ่มซึ่งออกแบบ หน้าปก วงTool หรือไม่ เนื่องจากไม่มีบันทึกหรือรายละเอียดการออกแบบของพิระมิดเราจึงไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าวิศวกรในยุคโบราณจงใจใช้ฟายในการออกแบบหรือไม่ 

  
   

 
 
ประเทศของมหานครผืนนี้จึงได้ทรงกำหนดมาตรการต่างๆในการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นับเนื่องจนมาถึงปัญหาน้ำท่วมรูปแบบต่างๆเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนให้ผู้คนในเมืองหลวง 

ดวงตราสมโภชรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525



  
ระบบผัง ภูมิแห่ง อัตตา ด้าน วงจรวัฏฏะสังขาร

  





                    
      
สัญลักษณ์ดวงตรา วัดธรรมมงคล จาก หลักการอัตราส่วนทองคำ

อัตราส่วนทองคำ บนองค์พระประธาน ณ เจดีย์วัดธรรมมงคล

ศาสนาวิทยาที่แอบแฝงในเชิงสถาปัตยกรรม พุทธคยา ของสัญลักษณ์ดวงตรา จาก หลักการอัตราส่วนทองคำ บนองค์พระประธาน ณ เจดีย์วัดธรรมมงคล ซึ่งน้อยคนที่สัญจรเข้ากราบไหว้ศรัทธามักเข้าไม่ถึง ในด้านอัตราส่วนและถูกมองเพียงผิวเผิน กราบไหว้สักการะเพียงองค์พระประธาน หรือกระนั้นก็เห็นแสงประกายดั่งมองพระเกี้ยวอันสถิต บนดวงตราราชวงศ์ ทั้งนี้พระเจดีย์ ณ วัดธรรมมงคล ถูกสร้างหนึ่งปีหลัง สมโภชรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช2525 อีกทั้งสัญลักษณ์สองเทพพนมมือไหว้ปราสาท ก็มีการใช้ในการออกแบบประติมากรรมนูนสูง ปฐมเทศนาขนาดใหญ่ 27 x 12  เมตร ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526 หากแต่ประชาชนทั่วไปมักไม่ทราบข้อมูล เนื่องจากเป็นพระราชพิธีที่บันทึกในภาพถ่าย และ หนังสือ โบราณ มีเพียงข้าราชบริพาร เท่านั้นที่รู้จักมักคุ้นในข้อมูล 

จากการใช้ ดวงตราสมโภชรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525 ที่มีเทวัญสององค์พนมมือไหว้ปราสาท จากอนึ่งค่าคำหวนแห่งหน ณ ห้วง ไร้เมือง เรื่องใหม่ สังเวชนียสถาณ ภูมิลำเนาคล้อง สองภูมิพระภาค ท้องนภากาศ นิราศเมืองหลวง ดวงตราพระเกี้ยว เปรียวปราชญ์ทำนอง อริยสัจเจ้า แห่ง สมโภชรัตนโกสินทร์ จึงเกิด พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์



พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนท์วิหาร กรุงเทพมหานคร

เนื่องจากพระครูญาณวิริยะ ปักกลดอยู่ที่ป่าสะแกซึ่งเป็นที่ตั้งวัดในปัจจุบัน ประชาชนบ้านใกล้ไกล มีความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีการบริจาค ที่ดิน และร่วมทำบุญจัดสร้างเป็นวัดธรรมมงคลในปัจจุบัน ส่วนพระมหาเจดีย์มีแนวความคิดในการออกแบบ แรกเริ่มมาจากความต้อง การของพระครูญาณวิริยะที่ต้องการสร้างพระเจดีย์ให้มีความสูงที่สุดในประเทศไทยตามที่ได้เคยตั้งจิตอธิษฐานไว้ เนื่องจากพื้นที่ในการ ก่อสร้างมีจำกัด จึงจำเป็นต้องสร้างอาคารเต็มพื้นที่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ส่งผลต่อการออกแบบอาคารซ้อนหลายชั้นในแนวตั้ง รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์นั้นสถาปนิกได้แรงบันดาลใจมาจาก พระเจดีย์พุทธคยา อันเป็นสังเวชนียสถานที่สร้างขึ้นในบริเวณ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งรูปทรงของพระเจดีย์พุทธคยานั้นเป็นทรงสูง ตรงกับความต้องการในการสร้างพระเจดีย์องค์นี้ประกอบกับ สถาปนิกเห็นว่ารูปทรงนี้สามารถสื่อความหมายถึงพระพุทธศาสนาได้ดีและได้ออกแบบพระเจดีย์ทรงระฆังซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันมากใน สมัยรัตนโกสินทร์ตั้งอยู่บนยอดสูงสุด เพื่อแสดงถึงพระเจดีย์องค์นี้ได้สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบัน

Thai Architecture | Dr. Pinyo Suwankiri https://share.google/0gTPpjiIZtjPM0Sl3

การทดลองงานกาพย์และเรื่องเล่าขานต่างๆจากศาสนาในรูปแบบจิตรกรรม 

Epic Tales from Religion

 
4.3.1.1 ปริศนาธรรมไทย ชุด กายนคร ของ พระพุทธทาสภิกขุ


นามเหนือรูป
วิชชาหนีจากเบญจกามคุณ
อริมรรคตัดอุปทาน
ภัยแห่งวัฎฎะ
สังสารวัฎฎ
วัฎฎสงสารและนิพพาน
ปัญญาเกิดจากตม
อวิชชา
ผลของอวิชชา

 
       
 
 
 
 
   







คนธรรพ์

เป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง ตามคติลัทธิศาสนาฮินดูว่ามีกำเนิดจากพรหม แต่บางทีก็ว่าเป็นโอรสพระกัตยปฤษี ตามปกติพวกคนธรรพ์มีบ้านเมืองของตนเองอยู่ระหว่างสวรรค์และมนุษยโลก และกล่าวว่าเป็นพวกมีนิสัยเป็นเจ้าชู้ มีเสน่ห์ทำให้ผู้หญิงหลงรัก คนธรรพ์มีหน้าที่ปรุงน้ำโสม (เหล้าเทวดา) สำหรับเทวดาเสวย และพวกที่อยู่บนสวรรค์ของพระอินทร์ มีหน้าที่ขับร้องและเล่นดนตรีบำเรอเทวดา ดังนั้นวิชาดนตรีจึงได้ชื่อว่าคนธรรพวิทยา

วรรณคดีอินเดียรุ่นหลังบางทีก็เอาพวกคนธรรพ์ไปปนกับพวกกินนร ในตำราดนตรีของอินเดียว่ากินนรมีหน้าที่ทำเพลงดนตรี คนธรรพ์เป็นผู้ร้องลำนำ และนางอัปสรเป็นผู้ทำระบำ รูปร่างคนธรรพ์ของชาวฮินดู มีรูปตามที่เขียนไว้ ตอนบนเป็นมนุษย์ตอนล่างเป็นนกคล้ายรูปนางกินนรของไทย ส่วนรูปกินนรของฮินดู มีหน้าเป็นม้าตัวเป็นคน

ทางพระพุทธศาสนาว่าคนธรรพ์เป็นจำพวกอมนุษย์ครึ่งเทวดา อาศัยอยู่บนสวรรค์จาตุมหาราชิกา อันเป็นสวรรค์ชั้นต่ำสุดและมีท้าวธตรฐผู้เป็นโลกบาล ประจำทิศตะวันออกเป็นบดีแห่งหมู่คนธรรพ์และกล่าวว่าคนรธรรพ์ อสูร นาค รวมเป็นอมนุษย์จำพวกเดียวกัน

เกร็ดความรู้ จากสารานุกรม ไทย




 งานศิลปะของ  ช่วง มูลพินิจ
http://www.facebook.com/chuangmoolpinit

 
  
 เครื่องรางค์วัตถุบูชาของที่ระลึก พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์
 
ซอยสลัมกับทุ่งหญ้า สร้อยสระล้ำคาบถึงญาณ
      
 
สังกะสี Zinc
 
การเกิด มีแหล่งแร่ปฐมภูมิซึ่งให้สินแร่ ที่เป็นสารประกอบซัลไฟค์ และแหล่งแร่ทุติยภูมิ เป็นแหล่งแร่ที่เกิดจากกระบวนการแปรสภาพของแร่ปฐมภูมิ

คุณสมบัติเป็นโลหะหนักหมู่เดียวกับปรอท ลักษณะเป็นสีเงิน มันวาว หลอม และขึ้นรูปได้ง่าย มีความอดทนต่อการเกิดสนิม มีความแข็งแต่เปราะไม่สามารถตัดโค้งงอตามรรูปที่ต้องการได้ มีความไวต่อปฎิกริยาเคมี และธาตุที่ไม่ใช่โลหะ ละลายน้ำได้น้อย แต่ละลายได้ดีในกรดแก่และเบสแก่
แหล่งแร่ พบตามแนวชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย กระจายตัวในพื้นที่ต่างๆ โดยที่ดอยผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นแหล่งแร่สังกะสีที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียน นอกจากนี้ยังพบที่ จังหวัด กาญจนบุรี เชียงใหม่ แพร่ และเพชรบูรณ์

ประโยชน์ สามารถนำมาใช้เป็นโลหะที่ผสมกับโลหะชนิดอื่นเพื่อปรับปรุง คุณสมบัติด้วยวิธี การชุบ หล่อ และเคลือบให้เหมาะ กับการใช้งาน เช่น เพื่อป้องกันสนิม ป้องกันการผุกร่อน เคลือบหลอดไฟฟลูออเรสเซ็นต์ เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยา ใช้ในอุตสากกรรมสิ่งทอ

 คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ


สังฆาฎิ

แปลว่า ผ้าซ้อนนอก ผ้าทาบ เป็นชื่อชื่อเรียกผ้าผืนหนึ่งในจำนวน3 ผืนหรือไตรจีวรของพระ คือ จีวร สบง สังฆาฎิ 
สังฆาฎิ คือผ้าที่ซ้อนทับจีวรชั้นหนึ่งทำนองเป็นผ้าคลุมสำหรับป้องกันความหนาวในฤดูหนาว เมื่อห่มทาบจีวรก็จะเป็นผ้าสองชั้น ทำให้อบอุ่นขึ้นเมื่อห่ม จึงเรียกว่า ผ้าสังฆาฎิ (ผ้าซ้อน, ผ้าทาบ)
สังฆาฎิ แท้จริงแล้วเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น ห่มแทนจีวร ทำเป็นผ้ากันแดดได้ เป็นต้น
ในประเทศไทย สังฆาฎิ ปัจจุบันพระสงฆ์ไม่ได้ใช้ห่มซ้อนกับจีวรเหมือนก่อน ด้วยอยู่ในในถิ่นที่อากาศไม่หนาวจนเกินไป แต่พับแล้วพาดเก็บไว้บนบ่าเพื่อความสะดวกในเวลาเดินทาง จนกลายเป็นผ้าพาดบ่าตามปกติ

https://th.m.wikipedia.org./wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B15E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%B4







บัว ๔ เหล่า บุคคล ๔ จำพวก

          บุคคล ๔ จำพวกนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก ดังที่ได้คัดมาจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๑ ข้อที่ ๑๓๓ หน้า ๒๐๒ ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ อุคฆฏิตัญญู ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน ๑   วิปจิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความแห่งหัวข้อนั้น ๑  เนยยะ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ๑  ปทปรมะ ผู้ที่สอนได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ ๑  ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก” 
          บุคคล ๔ จำพวกเปรียบเหมือนกับบัว ๔ เหล่า ดังนี้ ๑. อุคฆฏิตัญญู ดังบัวที่โผล่พ้นเหนือพื้นน้ำขึ้นมา พอสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์ก็จะบานทันที คือ ผู้ที่มีกิเลสน้อยเบาบาง มีสติปัญญาแก่กล้า เพียงแค่ยกหัวข้อขึ้นแสดง ก็รู้แจ้งถึงธรรมได้  ๒. วิปจิตัญญู ดังบัวที่เจริญเติบโตขึ้นมา พอดีกับผิวน้ำแลจักบานในวันต่อมา  คือ ผู้ที่มีกิเลสค่อนข้างน้อย มีอินทรีย์ปานกลาง ถ้าได้รับฟังคำสั่งสอน ก็สามารถรู้แจ้งเห็นธรรมได้ ๓. เนยยะ ดังบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ รอคอยเวลาที่จะโผล่ขึ้นจากน้ำ และบานในวันต่อ ๆ ไป คือ ผู้ที่มีกิเลสยังไม่เบาบาง ต้องหมั่นพากเพียรเล่าเรียน จึงสามารถรู้ธรรมได้  ๔. ปทปรมะ  ดังบัวใต้น้ำในโคลนตมที่มิอาจโผล่พ้นน้ำ อยู่เพียงใต้น้ำและเป็นอาหารของสัตว์น้ำ คือ ผู้ที่มีกิเลสหนา ไม่สามารถจะบรรลุธรรมอันวิเศษได้เลย 
          จะเห็นว่าบัวเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามาแต่โบราณกาล ผู้เขียนอยากให้พวกเราคนไทยอนุรักษ์การใช้ดอกบัวบูชาพระรัตนตรัยทั้งในวันวิสาขบูชาที่จะถึงนี้ ตลอดจนในวันพระสำคัญอื่น ๆ และอย่านำดอกบัวไปใช้ในทางมิเหมาะมิควรดังที่เห็นในสถานที่หลายแห่งในปัจจุบัน.

http://legacy.orst.go.th/?knowledges=%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B9%94-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5-%E0%B9%94-%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81
 
บัว ๔ เหล่า (๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓)
     บัว ๔ เหล่า
          ในพระพุทธศาสนานั้น  พระพุทธเจ้าทรงนำดอกบัวมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับสัตว์โลกที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรดว่ามี  ๓ ประเภท จะได้แก่ประเภทใดบ้างนั้น พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ ๓ อธิบายไว้ว่า
          ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามีการใช้อุปปละหรืออุบลร่วมกับปทุมะและปุณฑรีกะเป็นครั้งแรกตอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกก่อนตัดสินพระทัยรับคำพรหมอาราธนาให้แสดงธรรมโปรดสัตว์โลก ซึ่งพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงนำดอกบัวมาเป็นข้อเปรียบเทียบกับสัตว์โลกที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรดว่ามี ๓ ประเภท เหมือนดอกบัว โดยทรงพิจารณาถึงอินทรียธรรม (คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา) เป็นหลัก  บัว ๓ ประเภท คือ ๑. บัวประเภทโผล่พ้นน้ำแล้วพร้อมจะบานทันทีที่ได้แสงอาทิตย์  ๒. บัวประเภทยังเสมอน้ำจะโผล่พ้นน้ำในวันรุ่งขึ้นและบานทันทีเมื่อได้แสงอาทิตย์ และ ๓. บัวประเภทอยู่ใต้น้ำ จะโผล่พ้นน้ำในวันต่อ ๆ ไป และบานทันทีเช่นเดียวกับ ๒ ประเภทแรก เมื่อได้แสงอาทิตย์
          ต่อมา พระอรรถกถาจารย์ได้นำพระพุทธพจน์นี้มาศึกษาต่อและอธิบายบัวประเภทที่ ๓ เพิ่มเติมว่า มีบางดอกที่เป็นโรค ไม่มีทางจะงอกงามขึ้นโผล่พ้นน้ำก็จะกลายเป็นอาหารของปลาและเต่า และแนวคิดนี้เป็นทางนำไปสู่การแบ่งบัวออกเป็น ๔ ประเภท ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ใช้คำพูดว่า “จตุพฺพิธานิ ปุปฺผานิ” (ดอกไม้ ๔ ประเภท) แล้วนำมาเปรียบเทียบกับบุคคลที่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงไว้ใน จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย และในอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัตติ ว่า มี ๔ ประเภท คือ ๑. บุคคลผู้รู้ธรรมได้เร็ว หมายถึง บุคคลที่เพียงได้ฟังหัวข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงก็บรรลุธรรมรู้แจ้งได้ทันที  ๒. บุคคลผู้รู้ธรรมแบบสะสม หมายถึง บุคคลที่ฟังพระพุทธเจ้าอธิบาย ขยายความจึงบรรลุธรรมรู้แจ้งได้ ๓. บุคคลที่สามารถแนะนำได้ หมายถึง บุคคลที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วต้องใช้เวลา ศึกษาใคร่ครวญและฟังครูอาจารย์อธิบายขยายความเพิ่มเติมจึงบรรลุธรรมรู้แจ้งได้  ๔. บุคคลผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง หมายถึง บุคคลที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วแต่ ไม่สามารถบรรลุธรรมรู้แจ้งได้ในชาตินั้น สำเร็จประโยชน์เพียงแค่ได้สะสมเป็นวาสนาบารมีเพื่อบรรลุธรรมในชาติต่อ ๆ ไป.

 กนกวรรณ  ทองตะโก


“วิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช

           วิหารธรรมศาลา ตั้งอยู่ในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ทางทิศตะวันออกขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ โดยมีส่วนท้ายของวิหารยื่นเข้าไปในระเบียงคด ซึ่งเป็นรูปแบบการวางผังของวัดขนาดใหญ่ในสมัยอยุธยาตอนต้น วิหารธรรมศาลาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในพุทธศักราช ๒๔๓๕ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยพระครูเทพมุนีศรีสุวรรณถูปาภิบาล (ปาน) หลังจากนั้นได้รับการบูรณะสืบมาอีกหลายครั้ง ได้แก่ พุทธศักราช ๒๔๓๗, ๒๔๔๐, ๒๕๑๐, ๒๕๓๒, ๒๕๔๐ และในพุทธศักราช ๒๕๖๓ นี้ กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะวิหารธรรมศาลาอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน
           ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ตามแบบสถาปัตยกรรมไทย หน้าบันสลักไม้ประดับกระจกสีและมีจารึกระบุปีพุทธศักราชที่ปฏิสังขรณ์ (พุทธศักราช ๒๔๓๗ และ ๒๕๑๑) ส่วนท้ายของวิหารที่ยื่นเข้าไปในระเบียงคด มีการทำผนังกั้นจึงแยกออกเป็น ๒ ส่วน ทำให้พื้นที่ส่วนท้ายวิหารมีลักษณะเป็นห้องคล้ายกับส่วนของอาคารสมัยอยุธยาที่เรียกว่า “ท้ายจระนำ” เช่น ที่วิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา นอกจากนี้ ที่ผนังด้านหน้าของพระวิหารยังมีการประดิษฐานพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางประทานอภัย เรียกว่า “พระพุทธรูปพระทนทกุมาร” และส่วนท้ายของวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องปางห้ามญาติ เรียกว่า “พระนางเหมชาลา” การสร้างพระพุทธรูปดังกล่าว มาจากความเชื่อในตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งระบุว่าเจ้าชายทนทกุมารและพระนางเหมชาลาได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาฝังไว้ยังหาดทรายแก้ว ภายหลังพระเจ้าศรีธรรมโศกราชมาพบพระบรมสารีริกธาตุจึงโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสร้างเมืองขึ้น ณ หาดทรายแก้วจนสำเร็จ เมืองดังกล่าวก็คือ “เมืองนครศรีธรรมราช” และ พระบรมธาตุเจดีย์ก็คือ “พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช”
           ภายในพระวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย เรียกว่า “พระธรรมศาลา” รวมทั้งพระพุทธรูปขนาดย่อม ข้างละ ๒ องค์ซ้อนกัน ที่ผนังด้านสกัดตรงข้ามกับพระธรรมศาลามีการประดิษฐานเจดีย์ทรงกลมประดับกระจกองค์หนึ่งเรียกว่า “เจดีย์สวรรค์” ซึ่งตามตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช กล่าวว่าสร้างในศักราช ๒๑๘๑ เพื่อบรรจุอัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างสงครามกับโจรสลัด จึงสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้อาจมีอายุการสร้างในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของเจดีย์ในปัจจุบัน พบว่าภายหลังคงมีการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง
          กล่าวได้ว่า วิหารธรรมศาลาเป็นพระวิหารสำคัญในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ที่ปรากฏให้เห็นถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดในสมัยอยุธยา ทั้งลักษณะการวางตำแหน่งของพระวิหารตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน โดยมีส่วนท้ายของวิหารยื่นเข้าไปในระเบียงคด ซึ่งเป็นรูปแบบการวางตำแหน่งของวิหารในสมัยอยุธยาตอนต้น นอกจากนั้นพระวิหารหลังนี้ยังเต็มไปด้วยงานศิลปกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องที่ผนังด้านหน้าและด้านหลังของพระวิหาร ซึ่งมีการศึกษาพบว่าเป็นรูปแบบศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ภายหลังได้รับการบูรณะสืบมาหลายครั้ง หน้าบันพระวิหารซึ่งสลักข้อความระบุปีพุทธศักราชที่บูรณะ พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย นามว่า “พระธรรมศาลา” และเจดีย์สวรรค์ ปัจจุบันพระวิหารหลังนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพุทธศาสนิกชน ถือเป็นพระวิหารที่มีความสำคัญสืบเนื่องมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://share.google/0Sfj67ayrcl86Dhi0

           ซุ้มพระพันปี ปากกาบนกระดาษไข 50 x 30 CM พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526-ช่วง มูลพินิจ-
 
ประติมากรรมนูนต่ำ ปฐมเทศนา 27 x 12  เมตร พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526
 
ประติมากรรมนูนต่ำ ปฐมเทศนา 27 x 12  เมตร พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526
 
ประติมากรรมนูนต่ำ มารผจญ 27 x 12  เมตร พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526
 
ประติมากรรมนูนต่ำ มารผจญ 27 x 12  เมตร พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2526

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์

โอวาทปาติโมกข์ นิรันตราย กรอบแรงโน้มถ่วงการเวียนว่ายตายเกิด ระหว่างนิมิตวิโยคภัยอสุราอักษรทมิฬ
ชนะมาร 2553 สีน้ำมันบนผ้าใบ 140 x 200 

ปางเมื่อพระองค์ปรมพุท ธวิสุทธศาสดา
ตรัสรู้อนุครสมาธิ ณ โพธิบัลลงก์
ขุนมารสหัสพหุพา หุวิชาวิชิตขลัง
ขี่คีริเมขละประทัง คชะเหี้ยมกระเหิมหาญ
แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์ กลคิดจะรอนราน
รุมพลพหลพยุหะปาน พระสมุทรนองมา
หวังเพื่อผจญวรมุนิน ทสุชินราชา
พระปราบพหลพยุหมา รเมลืองมลายสูญ
                                                                       -ช่วง มูลพินิจ-

การทบทวณญาณ สภาวญาณ ตามหลักนัยยะแห่งโครงสร้างอริยบุคคล พุทธวจน อัตตา สิ่งดีและสิ่งร้าย อักษร อ กับหลักศาสนา วิชชา อวิชชา เป็นประหนึ่งการย้อนสิ่งรุนแรงให้ผ่อนแผ่ว ลดทอนเหมือนดั่ง ญาณ และ การใช้วิจารณญาณ อธิจิต อักษรคำทมิฬ โอม ของฮินดู 
ปีญญาญาณ ญาณทัศนะ ทศพลญาณ พระผู้มีพระภาคภพภูมิศูนย์กลางวินาศภัย วิญญาณเสรี ระหว่างโครงสร้างใบหน้าพญาครุฑปราญเทวัญ และพญานาคปราณอสุรา นานาธาตุญาณ หรือ ญาณหยั่งรู้ธาตุต่างๆ เชื่อมโยงโครงสร้างวัดธรรมมงคล

 สุขสันวันเถลิงศก สุริยัน จันทรา เทศนาสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ผลงานเชิงโครงสร้างฐานันดร ของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ณ พุทธมณฑล
  

  

 

 
การใช้ศาสตรฺโยคะบนลายเส้นและตัวละครของไทยปฏิษฐานพระร่วง จากหลักโยคะปฏัณชล



จักระโยคะ แห่ง ฐานันดรขั้นพื้นฐานด้านทำนองคลองธรรม ของห้วงศิลปะปราณรัศมีเปลวเพลิง บนท้วงทำนองพระคาถาพระพุทธชินราช โลกธาตุค่าพลังงานดวงดาวแสงไฟสีเหลืองแดงแห่งดวงจันทร์และดวงตะวันเฉิดฉาย สู่ปราณลวดลายกนก ณ อิสริยาภรณ์ แสงอาทิตย์ แห่งจีวรสีส้ม สมาธิญาณแห่งการโบยบินเหนือมาตุภูมิโลกกันต์แห่งลายกนกเทิดไท้ ณ ลวดลายไทย
ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ”พุทธภูมิ...ภาพนี้เป็นอุปมาของผู้เข้าสู่พุทธภูมิ จักต้องมีความหนักแน่น อดทนเหมือนแผ่นดินอันรองรับสิ่งเศร้าหมองของปฏิกูลเน่าเหม็นทั้งปวง โดยมิได้เดือดร้อนอันวาดอุปมาไว้ด้วยพื้นดินรึโลก แลจักต้องเต็มไปด้วยความกรุณาอันหาขอบเขตไม่ได้ อุปมาดั่งแสงอาทิตย์แลแสงจันทร์ อันส่องสว่าง ทั่วถึงทั้งบ้านเศรษฐีและบ้านยากฉะนี้”   -ช่วง มูลพินิจ-

พลังงานพฤกษาแห่ง ร่มโพธิ์ร่มไทร โพธิสัตตา ไตรภาคี ระบบธรรมชาติวิทยา ณ องศาทองคำ หลักฐานเชิงลงหลักปักฐาน บนพื้นฐานแห่งใบโพธิ์ กิ่งก้านสาขา รากเหง้าแห่งลวดลายกนกไทย ซึ่งสำแดงห้วงแห่งไตรกาล ยามเช้า ยามกลางวัน ยามเพล ที่มิร่วงโรย มรกต ณ ใบโพธิ์ ทองคำ ณ รกฉัตร รากไม้ ถูกลากเส้นผนึกพลังงานกะเทาะแก่นสามัญแห่งเกษตรกสิกรรม การแบ่งบานพืชผล ณ ผืนแผ่นดินและฟากฟ้าสีมรกต ความสมมาตร ณ สีกลางแห่งเจ็ดจักระปราณสายรุ้ง 
ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์“โพธาลัย...(ที่อยู่ของผู้รู้แจ้ง) ณ กาลสุดท้าย มหานทีได้ท่วมสกลดลกอันไพศาลจนหมดสิ้น จึงอุบัติต้นโพธิ์ขึ้นสามต้น อันเปรียบด้วยพระรัตนตรัย อันจะเป็นที่อาศัยสุดท้ายของมวลมนุษย์ ซึ่งช้อนกรองขึ้นมาจากมหานทีนี้ด้วยสวิงทองคำอันมีตาละเอียดสามารถกรองคัดดีชั่ว อันเปรียบด้วยพระธรรมผู้ที่ประกอบด้วยกุศลบุญทั้งหลายจักติดตาข่ายทองคำแลมาอาศัยที่โพธิ์สามต้นนี้ ส่วนผู้ที่มีอกุศลบาปทั้งหลายจักลอดตาข่ายทองคำ จมหายในมหานทีคือห้วงวัฏฏะนี้จนหมดสิ้น”   -ช่วง มูลพินิจ-





อบายภูมิจากสรรพสัตว์ แมงดาทะเล อุปโลกน์ องศาทองคำที่แตกต่างจากพระเกศาเปลวเพลิง จากนิมิตสัตว์ในท้องนที วารีเชิงวิสัยการมองภาพจากสูงลงต่ำ กั้นแสงเงาสุริยันจันทรา ผลงาน แมงดา ทั้งแบบ ชาตรี และ นารี สะท้อนถึงอิริยาบถ ความทะมัดทะแมงบนดวงดารา ศรีสี แดง ฟ้า ดั่งฟ้า ทั้งนี้แมงดาทะเลสามารถแฝงถึงนัยยะ โครงสร้างรูปทรงสมองแบบลายไทย หยอกล้อแผ่นฟิลม์ขาวดำ แห่งสติสัมปชัญญะ สัตว์มงคล แห่งเส้นองศาทองคำ คือ แมงดาทะเล แม้นแด่ธารา 

ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพแมงดาทะเล “อุปมา: แมงดาทะเล คือ ศีล สมาธิ ปัญญา กระดอง อันแข็งเปรียบด้วย ศีล สามารถป้องกันภัยกิเลสทั้งปวง ความตั้งตรงของตัว คือสมาธิที่มีจิตแน่วแน่ หางอันแหลมนั้นเปรียบด้วยปัญญาอันแหลมคม ย่อมทำลาย อวิชชา ตันหา อุปาทาน ซึ่งเปรียบด้วยรูปวงกลมสีดำสามชั้นและสี่ชั้นนั้น”   -ช่วง มูลพินิจ-


ห้วงกาล แห่ง การค้นหาบิดามารดา ณ ภูมิทัศน์ อนุบาล บนองค์ประกอบ กิริยา อิริยาบถ เกลี้ยงเกลา ห้วงอารมณ์ กุมาร วิ่งโร่ โดยความซุกซน ผ้าอ้อมผ้าผ่อนลวดลายกนก ปลิวสยาย ณ กายวิภาค โดยมีอาชาพยศ น้อมรับ ค่าควบกล้ำ ขี่ข่ม ไร้การข่มเหง ณ เรือนร่างสรรพสัตว์ โล่กลมของ ดวงไฟระยิบระยับจากดวงดาว เหนือ เทือกเขา หุบเขาอันไกลโพ้นสุดลูกหูลูกตา

 
ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพเด็กขี่ม้า “อุปมา : เด็กเปรียบดุจจิตเดิมแท้ ม้าเปรียบดุจสรรพกิเลส จิตเดิมย่อมผ่องใสบริสุทธิ์ เกินกว่ากิเลสเครื่องเศร้าหมองจะทำอันตรายได้ ม้าควบไปทั้งสี่เท้า ได้แก่ ความรัก โลภ โกรธ หลง แต่ก็หาทำอันตรายแก่เด็กไม่”   -ช่วง มูลพินิจ-



แสงแรงเงาจากเส้นแว้งบนพื้นฐานของจันทรคติ คล้ายดั่งเด็กวิ่งเข้าหามารดาประกายไฟส่องสุกสกาวพราวแสง แจ่มจรัสในความอ่อนช้อยพลิ้วไหว จากอิสตรีที่มีคุณค่าประดุจดั่งคุณค่าแห่ง พระแม่ธรณี ที่มิกระทำการยั่วยวน ณ องค์ประกอบอิริยาบถ ความสราญรมณ์ ของการกระทำท่วงทำนองร่ายรำ และดอมดมดอกไม้งามอันหอมหวน เคียงขนาบข้างบิดาในสัญลักษณ์แห่งราชสีห์ แรงพลัง อันองอาจ ความสง่าผ่าเผย ถูกตราตึง ณ โครงสร้างทมิฬที่มั่นคง สัตว์มงคลแห่งเส้นองศาทองคำสิงโต โสตตินา
ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพผู้หญิงบนหลังราชสีห์ทองคำ “อุปมา: หญิงบนหลังราชสีห์ทองคำเปรียบด้วยความประมาทไม่รู้ภัยแห่งวัฏฏะ คือความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลับมีความยินดีในสังขารทั้งปวง ดุจหญิงยินดีอยู่บนหลังราชสีห์ทองคำ มันจะไม่มำอันตรายละหรือ?”   -ช่วง มูลพินิจ-

ทัศนวิสัยราหูอมจันทร์ ถูกนำเสนอด้วยสัญลักษณ์คล้ายดอกบัวตูมที่ใกล้ห้วงการเบิกบาน ที่คงที่ในแสงสว่างจากพระจันทร์สู่กายาราหูที่มืดดำทดแทนโดยแสงเงาสีขาวแห่งวายุพัตร์ ด้วยหลักการทางโครงสร้างเชิงหนุมานปกปักษ์รักษาภัยแห่งเมือง บนแก่นขั้วแห่งโลกภูมิ ที่อาจคล้ายรูปทรงมงกุฎหนุมานแบบฮินดู ขณะเดียวกันอาจถูกมองคล้ายเสาหลักเมืองเชิงฮินดูที่รู้จักกันในคำว่าปลัดขิกหากจมปรักเพียงโครงสร้างแบบสามัญปกติ แต่หลักการเชิงเทวสถาณสามารถมองเป็นยอดหลังคาศาลพระภูมิ หรือแม้กระทั้ง ด้ามจับของธนูคันศร ของ ศาสตราวุธ จาก รามเกียรติ์ ที่ตั้งวางอยู่บนพาน ดุจดั่งการสมการสมุตฏิฐาน ของการพบพาน แม้นกระทั่งเปรียบดั่งพระพักตน์นรสิงห์  

ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพราหูอมจันทร์ “อุปมา: เช่นกับพระจันทร์เทพบุตรปรารถนาจะหลุดจากปากอสูร เปรียบด้วย บุญจิตุภามยะตาญาณ ญาณอันดับหกของวิปัสสนาญาณ หมายถึงความเบื่อหน่าย คือ นิพพิทาญาณ เกิดขึ้นเต็มที่แล้ว จิตนั้นปรารถนาเพื่อพ้นจากกองทุกข์ก็อุบัติขึ้น”   -ช่วง มูลพินิจ-


พระร่วงผู้มิร่วงหล่น ณ ปราณบทบรรเลง เส้นสายของ ท่วงทำนอง สมการ แห่งแก่นโลกภูมิ อ้างอิง ดวงดารา ใต้เงาของ เงาแสงจันทร์ แสงสกาว พราวแสง รากฐานการลากจูง ฐานันดรคู่ขนานพัดยศค่าสุริยันแห่งแรงพลังงานจันทราการตราตรึงปราสาทไตรภูมิ การยื้อยุดฉุดรั้ง มิให้ดื้อดึง ณ ความขี้เกียจสันหลังยาว เงื่อนไขเพื่อล้างผลาญความโหดร้าย อันขนลุกขนพอง แห่ง สัญญะ โยคะทรมาณตน ของคนธรรพ์ จากสัณฐานแห่งแกนโลกภูมิ เอียงเอน  

ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพแสดงถึงโลกธรรม “ภาพท้าวพญาก้าวขึ้นฝั่ง แต่เกี่ยวรั้งไว้ด้วยเบ็ดแปดตัวยึดติดกับปราสาททอง เปรียบด้วยบุคคลที่คิดอยู่ในโลกธรรม ๘ ประการคือ ๑.ลาภ ๒.ยศ ๓.สรรเสริญ ๔.สุข ๕.เสื่อมลาภ ๖.เสื่อมยศ ๗.นินทา ๘.ทุกข์ เมื่อคิดอยู่ในโลกธรรม ๘ นี้ ไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้”   -ช่วง มูลพินิจ-


นิมิตแห่งภพภูมิ สถาณ ผืนปฐพี กรีฑาทัพ ความเคว้งคว้างจากตัณหาอารมณ์ ที่ตั้งตระหง่านล่องลอยแต่สว่างไสวจากแรงแสงไฟของอาคารที่เสมือนดั่งพระเกี้ยว ดุจดั่งหิ้งห้อยกระพริบความระยิบระยับ ในวิสัยสถาปัตยกรรม ณ ญาณ แห่งท่าอากาศยาน จะโบยบินไปหนแห่งใดเล่า ถูกเล่า ณ ปริศนาธรรม แห่ง ปุจฉา วิสัชนา 

 นางอัปสร 2530 สีน้ำมันบนผ้าใบ 150 x 100 

อิสสตรีหิมพานต์ ถูกผันแปรเป็นดุจดั่ง เทวีกรีก Gaia เทวีมารดา ซึ่งสวมใส่มงกุฎปราสาท ในอิริยาบถนอนพักก่อนบรรทมยามราตรี ค่าขนานแห่งนารายณ์บรรทมศีล
ปริศนาธรรม ถูกระบุวัดอรุณ ที่มี ประติมากรรมกำเนิดพระพุทธเจ้า ในสี่มุมเจดีย์ ซึ่งบังเกิดจาก การแปรค่าเจดีย์ในสมัยอยุธยา หลักสามัญโดยปกติอยู่ ณ คุณค่าเงินทอง เหรียญสิบบาท ในสีสองสีบทเหรียญ ประดุจการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม แม้ไร้อักษร มิไร้อ่อนศักดิ์ กรรมฐาน 
  
อิสสตรีหิมพานต์ อัปสร 2521 สีน้ำมันบนผ้าใบ 70 x120 

อัปสร ถือเป็นนางฟ้าจำพวกหนึ่ง แต่ไม่ใช่เทวี (เทวดาผู้หญิง) บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทรเพื่อเอาน้ำอมฤต ดังความปรากฏในมหาภารตะ


คำว่าอัปสรมาจากคำว่า ‘อัป’ หมายถึง น้ำ และ ’สร’ หมายถึง การเคลื่อนไป อัปสร จึงหมาถึงผู้เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง ทว่าโดยทั่วไปถือว่านางเป็นชาวสวรรค์


ในเรื่องเล่าของชาวอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในเทพปกรณัมของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสรรค์อื่นๆ

ตามเทพปกรณัมฮินดู กล่าวว่าพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้นและเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ในคัมภีร์นาฎยศาสตร์ ได้กล่าถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายคนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา,สุปุษปมาลา และ กาลภา


นางอัปสรมีอำนาจแปลงกายได้ ทั้งยังมีสามารถในการขับร้องและเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง ในราชสำนักของพระอินทร์มีนางอัปสรอยู่ 26 ตน แต่ละตนมีความสามารถในเชิงศิลปะต่างๆกันเทียบได้กับตำนานมิวส์ของเทพปกรณัมกรีก


นอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวต่อไปว่า นางอัปสรนั้นเป็นชายาของคนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีในสวรรค์โดยนางจะเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีที่สามีของตนบรรเลง โดยทั่วไปมีความเชื่อว่านางอัปสรเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญงอกงาม แต่บางถิ่นก็เชื่อว่าอัปสรมีอำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่ด้วย


ในปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา มีการสลักภาพนางอัปสรไว้มากมาย โดยที่แต่ละรูปมีใบหน้า ท่าทาง และการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป
 -ช่วง มูลพินิจ-

 
ผลงานจิตรกรรม  ภายใน พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ภาพแสดงถึงตัณหา “ภาพเรือพยนต์หรือยานบินนี้เปรียบด้วยตัณหา คือความทะเยอทะยานของมนุษย์ ทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการบินไปในอากาศและอากาศ แต่ถึงแม้เขาจะไปได้ในจักรวาลด้วยอำนาจปาฏิหาริย์ หรือเทคโนโลยีก็ตาม เขาเหล่านั้นก็ก็หาพ้นจากกองทุกข์ไม่ คือต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดไปเปรียบด้วยภาพจากวงกลมสี่วง”   -ช่วง มูลพินิจ-

วัดธรรมมงคล ไตรจักรภพ ไตรภูมิพระร่วง

    

วัดธรรมมงคล ไตรจักรภพ ไตรภูมิพระร่วง

พุทธศักราช 2528 คมนาคม โลกพระธรรมผืนจักรวาล จากวัดธรรมมงคล บทพระธรรมแห่งการปลูกต้นไตรโพธิ์ทองคำ แห่งป่าหิมพานต์ ประกอบพระประธานผืนภาพหลังรูปต้นโพธิ์ยักษ์ พักตร์โยถยถากรรม

  

วัดธรรมมงคล ไตรจักรภพ ไตรภูมิพระร่วง
 



X RAY กับแสลงเสียง เอกสระเหล่ ความอนาจาร คำอุทาน OPS LOOKS ผ่านบุพบท อุปโลกน์ ด้านอานาปานและหลักแห่งเครื่องหมายเชิงการแพทย์ คฑาอสรพิษ เทพเจ้ากรีก Asklepios ด้านการแพทย์หลักเกณฑ์แห่ง Soul Energy Life An Counciousness ซึ่งมีหลักการด้าน เส้นโค้งองศาทองคำ Golden Ratio อีกทั้งรวมถึงการนำไปใช้ในผลงานไวยากรณ์สวาสดิ์
  
จิตวิทยา พลังงานวิญญาณ ชีวิตและจิตสำนึก 
แห่งการเปรียบเทียบแมงทับกับแมงดา  ใบโพธิ์และใบบัว บนอัญมณี แห่งชีวิต หยก

 
 
แมงดา 2534 สีน้ำมันบนผ้าใบ 120 x 90

เตือนสติ สังวรบิดามารดา กับหลักคำวลีลูกเสือเนตรนารี ราชสีห์กับหนู โอ้ทะเลแสนงามฟ้าสีครามสดใสมองเห็นเรือใบอยู่ในท้องทะเล 


คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
ทำนอง: หม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์

เห็นบัวขาวพราวอยู่ในบึงใหญ่
ดอกใบบุปผชาติสะอาดตา
น้ำใสไหลกระเซ็นเห็นตัวปลา
ว่ายวนไปมาน่าเอ็นดู
หมู่ภุมรินบินเวียนว่อน
คอยร่อนดมกลิ่นกินเกสร
พายเรือน้อยคล้อยเคลื่อนในสาคร
ค่อยพาจรห่างไปในกลางน้ำ
 กามรมณ์เชิงแง่ดีและร้าย 

ศิลปะลายเส้นหน้าปกภาพยนตร์ อำแดงเหมือนกับนายริด
 
  คืนค่ำน้ำบ่อน้อย คล้อย ณ ดงดอกบัวบาน 


ภาพศาสนวิทยา เชิง ตันตระ จากหลักการโต้เถียงศิลปะทิเบตที่มีภาพ ยับยุม YAB YUM ภาพที่มีสตรีนั่งสังวาสกับพระพุทธเจ้า ว่านั้นแค่สิ่งทรงระลึกในมเหสีของตน ก่อนค้นแนวทางสอนราหุลบุตรของพระองค์ แต่หลากผู้คนมักนึกกันเพียงว่าเป็นภาพเหนือจริง surrealism เชิง ผืน ยันตรา มนต์คาถา Talisman Mantra Gathering  ตัณหาของพระพุทธเจ้า จนสังคมมีพระผิดจริยาหาสตรีเสพกาม การตรองภรรยาตน  เทียบเท่าอนึ่ง ยังคงสังวรในองค์พระมารดาแม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงมิใคร่ได้เห็น รู้กรรมฐานตนเพียงประสูติแต่พระมารดาทรงไปสู่คติหลังให้กำเนิด

YAM YUM เป็นเสมือนคำถามในพระพุทธเจ้าตริตรองการสังวรพระมารดา Why Adore Mother Where Unique Mother อย่าอยู่อย่างอยาก คือหลักการ สะกด อักษร A และ U ประดุจดั่งการ ตักเตือนตรากตรำ ตรึกตรองตริตรึง 

จิตวิทยา การจ้างนางแบบสตรี เพื่อศึกษาเรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ ตามหลักจิตวิทยารูปภาพเปลือยมนุษยศาสตร์ ที่มักถูกมองเป็นความอนาจารแต่สามารถสร้างสรรค์อ้างอิงศาสนาวิทยาได้อีกทั้งสามารถสื่อสารร่วมกับลวดลายกนกของประเทศไทย และใช้ร่วมกับการเขียนกาพย์กลอน โวหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบร่วมในแนวความคิดความหมายของผลงานศิลปะ มิโป้ปด ไม่โป๊เปลือย ปลดเปลื้อง ลง ณ ผลงานศิลปกรรม อ นา โต มี อนาถ โต้มี ด้วย ภูมิ เตือนสติ อักษรไทย ตัวสะกด อ อ่างนี้ ใช้โต้มาร อธรรม ขอจงประมวลตามอัตภาพศิลปะ คือสิ่ง คั่นเชิงจิตวิทยา ห้วงเวลาความห่าง ของพุทธศักราช และ คริสตศักราช
ปราชญ์สนิท ปริศนา ช่วงชีวี ชีวจิต มิตรพี่หูล ดั่งคำสอนราหูลบุตรพุทธเจ้า ครวญมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้า


 กามรมณ์เชิงแง่ดีและร้าย ศิลปะลายเส้นหน้าปกภาพยนตร์ แผลเก่า

ปทุมถัน จากการแปรผันสีธงชาติ น้ำเงิน ขาว แดง ที่ระบายสีศาสนาเป็นสีเหลืองทอง พระพิมพ์ถูกใช้แทนอักษรสามตราตั้ง คืนค่ำน้ำบ่อน้อย คล้อย ณ ดงดอกบัวบาน 

 
พุทธศักราช 2528 คมนาคม โลกพระธรรมผืนจักรวาล จากวัดธรรมมงคล บทพระธรรมแห่งการปลูกต้นไตรโพธิ์ทองคำ แห่งป่าหิมพานต์ ประกอบพระประธานผืนภาพหลังรูปต้นโพธิ์ยักษ์ พักตร์โยถยถากรรม

 
 
 

  
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจักระ (Chakras System)
 
จักระคืออะไร
เริ่มทำความรู้จักข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจักระ (Chakras) จาก คำว่า "จักระ" ในทางอายุรเวท หมายถึงวงล้อ แห่งพลังงานทั่วร่างกาย มี 7 จักระหลักที่แนวกระดูกสันหลัง โดยเริ่มจากฐานของกระดูกสันหลังไปจนถึงกระหม่อมของศีรษะ

จักระแต่ละตัวแสดงถึงปัญหาชีวิต สอดคล้องกับพื้นที่เฉพาะของร่างกายแต่ละส่วน

 
จักระทั้ง 7 (Seven Chakra)
จักระ เป็นภาษาสันสกฤต คำว่า จักระ ถูกแปลคร่าวๆ ว่า "วงล้อ" วงล้อพลังงานสัญลักษณ์ทั้งเจ็ดในร่างกายของคุณ โดยสัญลักษณ์ของ Chakra ทั้ง 7 มีสัญลักษณ์เป็นดอกบัว ชื่อเรียกหรือคุณลักษณะของพลังจักระแต่ละอย่างจะมีจำนวนของดอกบัวที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจักระบำบัด ถึงเหมาะนำมาปรับใช้ใน การปรับสมดุลและดูแลสุขภาพของแต่ละคน เพื่อให้การทำงานของร่างกาย และจิตใจก็จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น

Chakra ในสันสกฤต หมายถึง “กงล้อ” ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัว คุณลักษณะของพลังงานจักระแต่ละอย่าง แบ่งตามจำนวนของกลีบดอกบัว และมีชื่อเรียกตามภาษาสันสกฤต

 
ชื่อและสัญลักษณ์ของจักระ:
 จักระ 1 (ดอกบัว 4 กลีบ)มีชื่อว่า มูลธาร (Mrauladha)
จักระ 2 (ดอกบัว 6 กลีบ) ชื่อว่า สวาธิษฐาน (Svadhisthana)
จักระ 3 (ดอกบัว 8 กลีบ) มีชื่อว่า มณีปุระ (Manipura)
จักระ 4 (ดอกบัว 10 หรือ 12 กลีบ) ชื่อว่า อนาหตะ (Anahata)
จักระ 5 (ดอกบัว 16 กลีบ) ชื่อว่า วิศทะ (Visudsha)
จักระ 6 (ดอกบัว 2 กลีบใหญ่ และกลีบย่อย 100 กลีบ) ชื่อว่า อาชนะ (Ajna)
จักระ 7 (ดอกบัว 1,000 กลีบ) ชื่อว่า สหสราระ (Sahasrara)
https://www.emcthai.com/chakra-beginner-guide

สีจักระทั้ง 7 สื่อความหมาย ของออร่าประจำตัว เกี่ยวข้องกับนิสัย
ในขณะที่คุณอาจคุ้นเคยกับจักระของร่างกาย หรือศูนย์พลังงาน ซึ่งมาจากพระคัมภีร์อินเดียโบราณที่เรียกว่าพระเวท การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสีของจักระที่เกี่ยวข้องและความหมายของมันจะช่วยให้คุณเห็นภาพและปรับสมดุลของสีเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สรุป จักระที่มีพลังทำงานเหมือนวงล้อ แต่ละอันเชื่อมโยงกับสีที่คล้ายกับการสั่นสะเทือนหรือความถี่ของจักระ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องสีออร่า หรือสีตามจุดจักระในตัวมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะคนที่ฝึกโยคะเป็นประจำ แต่จะบอกว่าสีออร่าตาม 7 จุดจักระนี้ ไม่ได้พัฒนาเท่ากันทุกคนนะคะ แถมยังมีความหมายรวมไปถึงยังสามารถทำนายนิสัยของคนคนนั้นได้อีกด้วย ว่าแล้วก็ไปดูกันให้ละเอียดขึ้นอีกนิดนึงดีกว่าว่าตกลงแล้ว มันคืออะไรกันแน่!

สีจักระตามจุดต่างๆคือออร่าอะไร?
โดยทั่วไป ความเร็วและอัตราที่จักระทั้งหมดของคุณหมุนนั้นมีผลต่อความรู้สึกสมดุลโดยรวมของคุณ “การไหลเวียนของพลังงานในแต่ละจักระของเรานั้นส่งผลต่อความผาสุกทางร่างกายและจิตใจของเราด้วยการกระตุ้นหรือการยับยั้ง” เซเรน่า พูน นักโภชนาการและนักโภชนาการเรกิกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าหนึ่งในเจ็ดจักระของคุณหมุนไม่ตรงกันหรือไม่สมดุล ผลกระทบอาจส่งผลกระทบไปยังส่วนอื่นๆ ของชีวิตคุณเช่นกัน

1. ออร่าสีแดง (Basal หรือ Root Chakra)

 

ออร่าสีแดง เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของจักระทั้งหมด เกี่ยวกับการเอาตัวรอด การมีชีวิตรอด สัญชาตญาณพื้นฐาน การเคลื่อนไหวร่างกาย จักระนี้แสดงถึงความปลอดภัยและฐานอำนาจของคุณ มันกำหนดความสามารถของคุณที่จะรู้สึกสงบ ปลอดภัย และมีเหตุผล นอกจากนี้ยังมาจากที่ที่คุณสามารถดึงพลังงานและแสดงความปรารถนาของคุณออกมา
เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการพื้นฐานเพิ่มเติมในชีวิตของคุณ แนะนำให้เพ่งความสนใจไปที่จักระรากและนึกภาพแสงสีแดงในบริเวณนั้นในขณะที่คุณหายใจเข้าลึก ๆ สักสองสามคำแล้วพูดว่า "ฉันปลอดภัย"

2. ออร่าสีส้ม (Sacral Chakra)

 

ออร่าสีส้ม เป็นศูนย์รวมพลังงานเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารตอนล่าง จักระแห่งความพึงพอใจ ความอุดมสมบูรณ์ การให้กำเนิด การมีเพศสัมพันธ์ การเจริญพันธุ์ อารมณ์พื้นฐาน และความคิดสร้างสรรค์
จักระนี้เป็นตัวแทนและควบคุมสภาวะอารมณ์และความคิดสร้างสรรค์ของคุณ และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของความอ่อนไหว เพศ ความใกล้ชิด และการแสดงออก บ่อยครั้ง จักระศักดิ์สิทธิ์จะต้องขจัดพลังงานที่ติดอยู่จากบาดแผลและอารมณ์ที่ถูกกักไว้เพื่อเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของคุณ เพื่อแสดงตัวตนที่แท้จริงของคุณ
เนื่องจากมันให้ความรู้สึกอบอุ่นและตื่นเต้น สีส้มจึงเหมาะสมกับจักระศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับรากจักระ หากคุณต้องการเรียกพลังงานศักดิ์สิทธิ์-จักระเพิ่มเติม ชีฟเฟลินแนะนำให้นึกภาพแสงสีส้มในบริเวณนั้นของร่างกายคุณ และในกรณีนี้ ให้นั่งสมาธิกับคำยืนยันที่ว่า "ฉันมีความคิดสร้างสรรค์"
3. ออร่าสีเหลือง (Solar Plexus)

 
ออร่าสีเหลือง เกี่ยวข้องกับเชาว์ปัญญา การทำงานของระบบกระเพาะอาหาร และระบบทางเดินอาหารส่วนบน เป็นออร่าเกี่ยวกับความมั่นใจ เชื่อมั่นในตัวเอง
จักระช่องท้องแสงอาทิตย์บ่งบอกถึงพลังส่วนบุคคลและพลังอำนาจ ความนับถือตนเอง ความมั่นใจ และสติปัญญาโดยทั่วไปมากขึ้น  สำหรับสีที่สัมพันธ์กัน สีเหลือง ความเชื่อมโยงของมันคือสัญลักษณ์มากกว่า ให้นึกถึงการเห็นแสงจ้า เหมือนกับการมาถึงแนวคิดหรือวิธีแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยม
สีเหลืองแสดงถึงความสามารถในการสัมผัสแสงของดวงอาทิตย์นับพันดวงที่มีอยู่ในตัวคุณ การเน้นสีเหลืองที่ส่วนบนของช่องท้องจะช่วยให้คุณรู้สึกแข็งแรง มั่นใจ มีแรงบันดาลใจ และมีพลัง และคุณยังสามารถกินอาหารที่มีสีเหลืองเพื่อช่วยให้คุณได้รับพลังงานจากจักระนี้
4. ออร่าสีเขียว (Heart Chakra)
 

ออร่าสีเขียว หมายถึง ควบคุมการทำงานของหัวใจต่อมไทมัส ปอด และระบบการไหลเวียนของเลือด มีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา เข้าใจคนอื่น อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างร่างกาย (จักระด้านล่าง) และจิตวิญญาณ (จักระด้านบน) จุดจักระนี้ยังมีสีชมพูหรือสีทองได้อีกด้วย
แม้ว่าสีชมพูหรือสีแดงอาจเป็นสีแรกที่คุณนึกถึงเมื่อนึกถึงจักระหัวใจ แต่บริเวณที่มีพลังนี้จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสีเขียว แต่อย่างที่คุณอาจจินตนาการ ธีมที่มีหัวใจเป็นศูนย์กลางยังคงอยู่ นั่นคือที่มาของความรัก การบูรณาการ และความเห็นอกเห็นใจ และไม่ใช่แค่ในความรู้สึกโรแมนติกเท่านั้น จักระนี้ยังแสดงถึงความสามารถในการให้และรับความเห็นอกเห็นใจ การขยายตัว การเอาใจใส่ การบริการ ความเมตตา สุขภาพ และการรักษา ในทางกลับกัน เราประสบกับความสูญเสีย ความเสียใจ ความเจ็บปวด ความรักตนเองต่ำ และคุณค่าในตนเองต่ำ เมื่อจักระนี้ไม่สมดุล
เพื่อเสริมสร้างจักระหัวใจของคุณและเปิดใจรับความรัก เราขอแนะนำการทำสมาธิที่คุณจินตนาการถึงหัวใจของคุณและจินตนาการถึงแสงสีเขียวมรกตที่ส่องแสงอยู่รอบ ๆ
5. ออร่าสีฟ้า (Throat Chakra)

 

ออร่าสีฟ้า มีอิทธิพลต่อการทำงานของอวัยวะในช่องทรวงอกด้านบน ลำคอ และปอด รวมทั้งต่อมไทรอยด์ จักระนี้เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ เป็นจักระแห่งการสื่อสาร การพูด และการร้องเพลง
จักระนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงออกและการสื่อสารที่ชัดเจน แม้ว่าจักระในลำคอที่สมดุลจะเชื่อมโยงกับการพูดและเขียนความจริงของคุณ ความไม่สมดุลอาจส่งผลในทางตรงกันข้าม “ผู้คนมักละเลยความจริงใจเพราะกลัวว่าพวกเขาจะถูกตัดสินหรือถูกปฏิเสธ ซึ่งอาจเป็นหลักฐานของจักระในลำคอที่อุดตันและอาจแสดงอาการไอบ่อยหรือมีอาการทางร่างกายอื่นๆ ได้
หากคุณมีปัญหาในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ หรือต้องการเพิ่มพลังเพื่อขอใครสักคนออกเดทหรือส่งอีเมลนั้นให้เจ้านายของคุณเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือน ให้พิจารณาวางหินจักระคอสักสองสามก้อน ทับคอของคุณในขณะที่คุณทำสมาธิ นอกจากนี้คุณยังสามารถดื่มด่ำกับบลูเบอร์รี่และจินตนาการถึงแสงสีน้ำเงินรอบ ๆ บริเวณลำคอได้อีกด้วย

6. ออร่าสีน้ำเงิน (Brow Chakra)

 

ออร่าสีน้ำเงิน เกี่ยวข้องกับสติเชาว์ปัญญาและการรับรู้ความรู้สึก รวมทั้งยังเป็นจักระแห่งการหยั่งรู้ การเห็นภาพความกว้าง การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่ตาเรามองเห็น
ในความหมายทั่วไป จักระตาที่สามเชื่อมโยงกับความรู้ใต้สำนึกและการรับรู้ทางประสาทสัมผัส สีม่วงเป็นสีที่ลึกลับและมีมนต์ขลังมาก ซึ่งแสดงถึงสติปัญญา ตาที่สามนั้นเกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับสัญชาตญาณและการมองเห็นภายในของคุณ การมีจักระตาที่สามที่ชัดเจนและเปิดกว้างสามารถช่วยให้คุณมองเห็นโลกในรูปแบบใหม่ทั้งหมด
เพื่อช่วยปลดปล่อยสติปัญญาที่สูงกว่านี้ ให้ลองสวมสีของจักระ ฝึกโยคะ หรือการลองฟัง เสียงบำบัด (อาบน้ำเสียงที่บ้าน) หรือเติมน้ำมันหอมระเหยกำยานลงในเครื่องกระจายกลิ่นหรืออาบน้ำตามปกติครั้งต่อไปของคุณ

7. ออร่าสีม่วง (Crown Chakra)



     
ออร่าสีม่วง เป็นจักระแห่งการเชื่อมโยงความรู้เบื้องสูง จักระนี้ไม่เหมือนกับจักระอื่น ๆ จักระมงกุฎไม่ได้อยู่บนหรือภายในร่างกายของคุณ มันตั้งอยู่เหนือศีรษะของคุณและ "แผ่ซ่านขึ้นและออกสู่ภายนอกอย่างไม่สิ้นสุด เชื่อมโยงคุณเข้ากับจิตวิญญาณ ตัวตนที่สูงขึ้น จุดประสงค์ จักรวาล แหล่งกำเนิด และความศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าพลังงานอาจเป็นสีม่วงสว่างหรือสีขาว แต่ก็สะท้อนถึงจิตวิญญาณ การตรัสรู้ และจิตสำนึกอยู่เสมอ นึกภาพสีที่เข้มข้นแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่นั้นและนอกนั้นในระหว่างการทำสมาธิครั้งต่อไปของคุณเพื่อเข้าถึงพลังของมันและช่วยชุบตัวทั้งจิตใจและจิตวิญญาณ

สรุป การฝึกจักระ เป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพ
จักระมีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะและต่อมต่างๆ ในร่างกายคน สิ่งเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อสุขภาพของเรา สภาพจิตใจของเรา และความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น จากปัจจัยต่างๆ เช่น วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ในอดีต ฯลฯ จักระสามารถปรับสมดุลหรือไม่สมดุลก็ได้ หากจักระไม่สมดุล มันจะเข้าสู่โหมดไฮเปอร์แอกทีฟหรือไฮเปอร์แอคทีฟ การทำงานของจักระที่ไม่ทำงานหรือถูกปิดกั้นนั้นไม่เพียงพอหรือลดลง ในทำนองเดียวกัน จักระซึ่งกระทำมากกว่าปกหมายความว่ามีพลังงานมากเกินไปไหลเข้าสู่บริเวณนั้นโดยเฉพาะ และด้วยเหตุนี้ จึงไม่สมดุลในการไหลเวียนของพลังงานทั่วร่างกาย
เนื่องจากจักระมีความสัมพันธ์กัน เมื่อหนึ่งในนั้นไม่สมดุล มันทำให้เกิดการรบกวนการทำงานของจักระอื่นเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่เชื่อมต่อ วิตกกังวล หวาดกลัว และยังแสดงออกว่าเป็นปัญหาสุขภาพในพื้นที่หนึ่งส่วนหรือมากกว่าของร่างกาย
เพื่อให้ทำงานได้ดีที่สุด จักระของคุณต้องสมดุล และสำหรับสิ่งนี้ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าจริงๆ แล้วจักระทำอะไรได้บ้าง และคุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อดูแลจักระเหล่านี้
Credit Link : https://www.wellandgood.com/chakra-colors-and-meanings/
กนกวรรณ  ทองตะโก

 

     
พระพิมพ์ใบโพธิ์เนื้อดิน พิมพ์ใหญ่ หลวงพ่อลี วัดอโศการาม พ.ศ.2500 
 
ต้นไม้หยก 
Proposed by. Manop Chuenphakdi Date 7 Febuary 2011
Approved by. virach Date 7 Febuary 2011
Province : Tak
Description
หยก เป็นหินชนิดหนึ่งมีหลายสีที่นิยมคือ สีเขียว มีคุณสมบัติที่ดีในหลายๆด้าน คนจีนจะนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ภาชนะต่างๆ เครื่องรางเพื่อป้องกันตัวและแกะสลักเป็นรูปวัตถุมงคลต่างๆ เช่น ปีเซียะ กิเลน สิงโต พระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิม กำไล แหวน สร้อยคอ ฯลฯ หยก ได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีจากสวรรค์ เชื่อว่าหยกมีพลังเร้นลับสามารถผลักดันความเป็นศิริมงคลมาให้แก่ผู้บูชา ซึ่งสืบทอดความเชื่อนี้มาแต่โบราณ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ประมาณ ๗,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยพระนางซูสีไทเฮา ก็ได้ทำชุดหยกขึ้นไว้เตรียมใส่ในวันสวรรคต เพราะเชื่อว่าหยกนั้นจะได้รักษาร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อยเนื่องจากหยกจะดูดซับความเย็นเอาไว้ ชุดหยกที่พระนางซูสีไทเฮาใส่นั้น มีทั้งหมวกคลุมศีรษะ ชุดทั้งตัว มีถุงมือ รองเท้าด้วย ซึ่งตอนนี้ชุดหยกได้แสดงไว้ที่กรุงปักกิ่งในร้านหยก ชนิดของหยก หยกมี ๒ ชนิด คือ เจไดต์ และ เนไฟรด์ ซึ่งหยกมีความแข็งแกร่ง เนื้อละเอียดสวยงาม เหมาะสำหรับแกะสลักเป็นรูปต่างๆ เช่น เนไฟรด์ในโบราณนิยมนำมาแกะเป็นอาวุธและแกะเป็นรูปมังกร ถือว่าเป็นเครื่องนำโชค ได้มีการพบหยกเจไดต์จากแคว้นคะฉิ่นในพม่าตอนเหนือติดกับจีน หยกเจไดต์มีหลายสีคือ เขียว ม่วงลาเวนเดอร์ ชมพู ฟ้า สีส้มอมเหลือง ขาว แดง น้ำตาล ดำ ที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ คือหยกเจไดต์สีเขียวมรกตที่เราเรียกว่า หยกจักพรรดิ์ ที่งดงามที่สุดเม็ดเดียวมีราคาหลายร้อยล้านบาท หยกมีหลายชนิดแบ่งเป็น ๓ เกรดที่พบทั่วไป หยก A หรือหยกธรรมชาติหรือหยกที่เจียระไนเป็นรูปต่างๆเสร็จแล้วขัดด้วยเที่ยนไข ไม่มีการตกแต่งวัสดุหรือสีเข้าไปในเนื้อหยก หยกสีธรรมชาติที่สวยและคุณภาพสูงหาได้ยาก หยก B หรือหยกเคลือบด้วยพลาสติกหรือหยกที่อาบน้ำ โดยนำหินหยกไปแช่น้ำกรดไฮโดรคลอลิคเพื่อกัดเอาสนิมโลหะและสิ่งสกปรกในเนื้อหยกออกจนหมด แล้วนำไปชุบสารละลายพลาสติกแข็ง สารละลายพลาสติกจะซึมเข้าไปในเนื้อหยกและเคลือบผิว ทำให้หยกคืนสภาพ ดูสดใสเหมือนหยกที่มีคุณภาพสูงเนื้อแก้วซึ่งคนทั่วไปแยกไม่ได้ เพราะเหมือนหยกธรรมชาติมาก ทุกวันนี้หยกที่ขายทั่วไป ๙๐% เป็นหยกB หยก A มีราคา หนึ่งแสนบาท หยก B จะอยู่ที่ ๑๐๐ - ๑,๐๐๐ บาท เท่านั้น หยก C คือหยก B ที่ใส่สีหรือย้อมสีเข้าไป เช่น สีเขี่ยว ม่วงแดง เป็นต้น คุณสมบัติพิเศษของหยก ๑) เชื่อว่าหยกมีอำนาจวิเศษคอยปกป้องผู้สวมใส่จากอันตราย เหตุนี้ฮ่องเต้จีน จึงทรงโปรดหยกเป็นพิเศษ ๒) หยกยังคงเป็นที่นิยมและมักสวมใส่ตลอดชีวิตของคนๆหนึ่ง (เรามักจะเห็นคนจีนสูงอายุใส่กำไลหยกแล้วไม่ถอดเลย ถ้าหยกสีขุ่นแสดงว่าสุขภาพไม่ดี ถ้าแตกหรือร้าวจะบอกเหตุร้ายที่จะเกิดหยกขึ้น ๓) คุณภาพที่ดีต้องเนื้อมีความโปร่งใส และมีความเย็น ๔) คนมักคิดว่าหยกต้องสีเขียว แต่จริงๆแล้วหยกมีหลายสี เช่น สีม่วง แดง ดำ ขาว ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอย่างน่าทึ่ง ตลาดริมเมย ถือเป็นชุมชนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามกับอำเภอเมียวดีของสหภาพพม่า เป็นตลาดค้าขายสินค้าพื้นเมืองมากมายทั้งของไทย และสหภาพพม่า ซึ่งแม้ตลาดริมเมยจะไม่ใหญ่โต เหมือนตลาดการค้าชายแดนอย่างตลาดแม่สาย หรือตลาดโรงเกลือ แต่ที่นี่ก็มีสินค้าที่น่าสนใจ และราคาถูกมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเป็น "ของฝาก"และสินค้าที่ขึ้นชื่อ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมซื้อกลับมาเป็น "ของฝาก" จากจังหวัดตาก คงหนีไม่พ้น "ต้นไม้หยก" "ต้นไม้หยก" ทำจากอัญมณีสีเขียวที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นหินที่มีความเชื่อด้านโชคราง แต่เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าแล้ว จึงได้มีการดัดแปลงนำหยกมาทำเป็นของฝากอย่าง "ต้นไม้หยกมงคล" ที่เหมาะจะนำไปทำเป็นของตกแต่งบ้าน สนนราคาตั้งแต่ต้นละ ๒๐ บาท ไปจนถึงหลักพัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสวยงาม ใหญ่โตของต้นไม้ด้วย มานพ ชื่นภักดิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ อ้างอิง : ผึ้งงาน_SDU., เก็บเรื่องมาเล่า, (ระบบออนไลน์) http://gotoknow.org.,๒๕๕๔.
Cultural Information Center _ Home
  














สารานุกรมแมลงแห่งอีสาน  
แมงทับ
 
ชื่อ        แมงทับ , แมงคับ  , แมงพลับ ( อัญมณีแห่งทุ่ง)
ชื่อสามัญ Metalic Wood Boring Beetle
วงศ์       Buprestidae
อันดับ    COELOPTERA


ว่ากันว่า สีสันอันงดงามของปีกแมงคับ หรือ แมงทับมันนั้นอยู่ยั้งยืนยงคง ทนอยู่กว่า 50 ปีจึง
จะสลายไป

ในบ้านเรามี แมลงทับอยู่ 2 ชนิดคือแมลงทับขาเขียวกับแมลงทับขาแดง โดยพบมากที่สุดอยู่ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แมลงทับขาแดง
มักอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่ พบกินใบพันซาด มะค่าแต้ พะยอมเต็ง ตะแบกแดง และกางขี้มอด ในบริเวณป่าเต็งรังและรอยต่อระหว่างป่าเต็งรังกับป่าเบญจพรรณที่มีไผ่เพ็กหรือไผ่โจดขึ้นเป็นไม้พื้นล่าง พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แมลงทับขาเขียว
พบอยู่รวมเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แต่มีขอบเขตแพร่กระจายกว้างทั้งประเทศชอบกินใบคางมะขามเทศ และต้นถ่อน ที่ขึ้นตามที่รกร้าง ป่าละเมาะ และริมข้างทาง
 

ข้อมูลทั่วไป

แมลงทับทั้งสองชนิดนี้มีสีเขียวมรกตมันวาว บางตัวอาจมีสีเขียวเหลือบทองน้ำเงิน
หรือทองแดง ปกติพบแมลงทับเพียงปีละครั้งในช่วงฤดูเข้าพรรษา ระหว่างเดือน
กรกฎาคม ถึง ตุลาคม แมลงทับทั้งสองชนิดพบแพร่กระจายทั่วทุกภาคของประเทศ


จากผลของงานวิจัยพบว่า...แมลงทับจะปรากฏให้เห็นเพียงปีละครั้งเดียว ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามากระทบต่อวงจรชีวิต เช่น สภาพแวดล้อม
ก่อนเข้าหน้าฝน ถ้าหากสภาพอากาศแห้งแล้ง หนอนวัยสุดท้ายจะฟักตัวนิ่งข้ามปีได้
เพื่อรอจนกว่าจะถึงรอบปีตามปกติ.. มันจึงจะลอกคราบจากดักแด้กลายเป็นแมลงทับตัวเต็มวัย

ถิ่นอาศัย
แมลงทับอยู่ตามป่าเขาดงไม้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย ในภาคอีสาน ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ


        

อาหาร
ชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ครึ่งอ่อนที่ชอบมากได้แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง มันกินจุมากโดยเฉพาะในช่วงที่แดดจัด แม่แมลงทับจะวางไข่ ไว้ตามโคนต้นไผ่เพ็กหรือไผ่โจดแล้วผละจากไป น่าสังเกตว่าถ้าไม่มีไผ่สองชนิดนี้แถวนั้นจะไม่พบแมลงทับเลย

วงจรชีวิต
จับคู่ผสมพันธุ์ในเวลากลางวันใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของเพศเมีย
เมื่อผสมพันธุ์เสร็จตัวเมียวางไข่ที่บริเวณโคนต้นพืชอาหาร ลึกลงในดินประมาณ 1-2 เซนติเมตร
วางไข่ทีละฟองจำนวน 1-2 ฟองต่อวัน ตัวเต็มวัยมีชีวิตเพียง 1-3 สัปดาห์พบมีจำนวนมากที่
สุดในเดือนกันยายนของทุกปี ไข่ ฝังอยู่ในดินนาน 2-3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม)
หนอน วัยที่ 1, 2, 3 และ 4 อาศัยอยู่ในดินแทะกินรากพืชและเหง้าเพ็ก นาน 3-4 เดือน
(พฤศจิกายน-มีนาคม) หนอนวัยที่ 5 หยุดกินอาหารและสร้างปลอกดินหุ้มตัวฝังอยู่ในดินลึก
5-10 เซนติเมตร หนอนวัยสุดท้ายนี้พักตัวอยู่ในปลอกดินนาน 12-15 เดือน (เมษายนปีแรก-มิถุนายนปีถัดไป จึงเข้าดักแด้ในปลอกดิน ดักแด้ นาน 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม)

เมื่อเป็นตัวเต็มวัยสีเขียวยังคงอาศัยอยู่ในปลอกดินอีกเกือบเดือน เพื่อให้ปีกแข็งแกร่งและพร้อมที่จะออกจากปลอกดิน แต่แมลงทับต้องคอยจนกว่าฝนจะตกหนัก และน้ำฝนไหลลงไปจนถึงปลอกดินแมลงทับจึงดันปลอกดินให้เปิดออก เดินขึ้นมาจากใต้ดินและเจาะผิวดินเป็นรูปกลมดันตัวเองขึ้นจากพื้นดิน เมื่อมีแสงแดดจึงบินไปกินอาหาร ผสมพันธุ์ และวางไข่ กว่าจะเป็นแมลงทับแต่ละตัวต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ในดินนานถึง 2 ปี เมื่อเป็นตัวเต็มวัยก็มีชีวิตนานแค่ 1-3 สัปดาห์เท่านั้น

แมงทับจะใช้ชีวิตอย่างสำเริงสำราญเป็นอิสรเสรีจับคู่กันผสมพันธ์แล้วตัวผู้ก็ตายไป
ส่วนตัวเมียตั้งท้องแล้วไข่ จากนั้นก็ตายตามไป
จำนวนแมลงทับในแต่ละปีมักจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงเข้าพรรษา
ถ้ามีอากาศแห้งแล้ง จะมีจำนวนน้อย
 

เกี่ยวข้องกับวิถีอีสาน

เวลาฝนตกเซาใหม่ ๆ หรือ เพิ่งหยุดตก  ช่วงเข้าพรรษา  เด็กน้อยลูกอีสาน พากันจับกลุ่ม
ไปเป็นหมู่คณะ ไปหา สั่นเอาแมงทับ หรือแมงคับ ตามต้นฮัง ต้นมะขามเทศ ( หมากขามแป )
ต้นมันปลา  ต้นตะแบก  และต้นส้มเสี้ยว  โดยเมื่อพบ จะสั่นกิ่งไม้ให้มันตกลงมา
บ้างก็วิ่งไล่แมงทับ เพราะปีกมันเปียกฝนบินไปไม่ไกล   เมื่อได้แล้ว ก็ นำปีกมันออก
เอาไปคั่ว หรือ จี่ ตามแต่ ถนัด
  
เนื่องจากปีกแมลงชนิดนี้ เงาวาวสีสันมรกต งดงาม จึงนิยมเอามาประดับ เครื่องไม้เครื่องมือ
เช่น เหน็บฝากระติบข้าว  เหน็บข้างฝาแถบตอง   เหน็บกระต่า , กระบุง กระด้ง ยามไปนา
บางครั้งก็เอามาทำ ปิ่นผม  บางคนร้อยเป็นสร้อย ข้อมือ ต้อนขวัญน้อง  

เด็กๆ จะเอาปีกแมงทับที่งดงามมาอวดกัน เป็นที่สนุกสนาน  เนื่องจากปีหนึ่งๆ  จะหาแมงทับได้
ครั้งเดียวเท่านั้น
แมงทับ มีความสัมพันธ์กันกับพันธุ์ไม้พื้นเมือง  โดยเฉพาะ ต้นโจด และกอหญ้าเพ็ก ซึ่งที่วางไข่
รวมทั้งพันธุ์ไม้ต่างๆ ในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นความเชื่อว่า หากปีไหนแมงทับ  มีหลากหลาย
ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ไม่ทิ้งช่วง ขณะที่ข้าวกำลังตั้งท้อง
ปีกของมันที่งดงาม ราวกับจะบอกว่า ระบบนิเวศน์ แห่งความสมดุล งดงามราวอัญมณี  


ขอบคุณข้อมูลที่จำเป็น จาก  http://pennyb.multiply.com
ภาพประกอบ จาก google

ต้นโพธิ์กับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดี

          ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ประทับและตรัสรู้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยสาเหตุนี้ต้นโพธิ์จึงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
          ในทางพุทธศาสนา คำว่า “ต้นโพธิ์” มิได้หมายถึงชื่อพันธุ์ไม้ทั่วไป แต่เป็นชื่อเรียกเฉพาะต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับใต้ร่มเงาขณะตรัสรู้ คำว่า “โพธิ” หมายถึงการตรัสรู้ ดังนั้น พระอดีตพุทธเจ้า พระสมณโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) และพระอนาคตพุทธเจ้า ต่างทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ทั้งสิ้น แต่เป็นต้นโพธิ์ที่ต่างสายพันธุ์กันออกไป เช่น พระศรีอาริยเมตไตรย พระอนาคตพุทธเจ้า จะตรัสรู้ใต้ต้นกากะทิง พระสมณโคดมหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ หรือโพใบ ซึ่งเป็นไม้ในสกุล Ficus religiosa L. วงศ์ MORACEAE มีใบคล้ายรูปหัวใจ ดังนั้นพันธุ์ไม้ชนิดนี้ปัจจุบันจึงนิยมเรียกกันว่า “ต้นโพธิ์”
 
          ทั้งนี้ความเชื่อเรื่องการบูชาต้นโพธิ์ในประเทศไทย น่าจะเข้ามาพร้อมกับการนับถือพระพุทธศาสนา สันนิษฐานว่าในสมัยทวารวดีคงมีการนับถือ และเคารพบูชาต้นโพธิ์ด้วยเช่นกัน โดยปรากฏหลักฐาน ได้แก่ ชิ้นส่วนประติมากรรมดินเผารูปต้นโพธิ์ ตั้งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย พบจากเมืองโบราณอู่ทอง และชิ้นส่วนประติมากรรมรูปต้นโพธิ์ดินเผา พบจากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่น่าเสียดายที่ไม่พบหลักฐานว่าประติมากรรมรูปต้นโพธิ์ที่พบจากเมืองโบราณอู่ทองนั้น เคยประกอบร่วมกับชุดสิ่งสักการบูชาอื่นหรือไม่ ทั้งนี้ต้นโพธิ์ดินเผานี้อาจสร้างขึ้นเพื่อประกอบรูปเคารพ เช่น พระพุทธรูป หรือภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ก็เป็นได้ อนึ่งการทำต้นโพธิ์เป็นรูปเคารพ มีมาแล้วตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ ก่อนการทำพระพุทธรูป โดยสัญลักษณ์รูปต้นโพธิ์หมายถึงการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

เอกสารอ้างอิง
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. การนับถือบูชาต้นไม้ใหญ่และต้นโพธิ์ในสมัยทวารวดี, ดำรงวิชาการ : รวมบทความทางวิชาการคณะโบราณคดีปี ๒๕๔๗. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. สมบัติ พลายน้อย. พฤกษนิยาย. พระนคร : แพร่พิทยา, ๒๕๑๒. https://plantgeneticssite.wordpress.com/2017/11/19/%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-ficus-religiosa-l/

https://www.finearts.go.th/promotion/view/25156-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5


 
     https://www.facebook.com/raksinthai.fanpage/posts/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2/1129703977207935/
  

ไตรภูมิกถา

          ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง วรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมดีเด่นในประวัติวรรณกรรมไทยสมัยสุโขทัย จากประกาศของคณะกรรมการวรรณคดีแห่งชาติ ซึ่งพระราชนิพนธ์ขึ้นโดย สมเด็จพระศรีสุริยมหาธรรมราชาธิราช (พญาลิไทย) พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา พุทธศักราช 1896 เป็นวรรณกรรมปรัชญาแห่งศาสนาพุทธ ซึ่งเขียนขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยอาศัยคัมภีร์ต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 30 คัมภีร์ นับเป็นวิทยานิพนธ์ชิ้นแรกของไทย เขียนเป็นความเรียงด้วยถ้อยคำภาษาที่ประณีตงดงามด้วยลีลาการพรรณนาและเปรียบเทียบ การใช้ภาพพจน์ มีเนื้อความกล่าวถึงจักรวาลวิทยา ปรัชญา จริยศาสตร์ ชีววิทยา และความคิดความเชื่อทางพุทธศาสนา ซึ่งแสดงให้เห็นแจ้งถึงวิถีชีวิตของคนไทยในยุคสมัยที่แรกเริ่มก่อตั้งราชอาณาจักรในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดให้สร้างสมุดภาพไตรภูมิขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2319 ให้สมเด็จพระสังฆราชทรงกำกับการเขียนให้ถูกต้องตรงตามพระบาลีโดยเคร่งครัดทุกประการ และจัดพระบาลีลงกำกับภาพไว้ให้เป็นที่เข้าใจโดยชัดแจ้ง ต่อมาพระมหาช่วย วัดปากน้ำ สมุทรปราการ (วัดกลางวรวิหาร) ได้จารใส่ใบลานขึ้นเมื่อเดือน 4 ปีจอ สัมฤทธิศกจุลศักราช 1140   
 

----------------------------------------------
ผู้เรียบเรียง : นางอภิญญานุช เผ่าพงษ์คล้าย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
----------------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง
ไตรภูมิ ฉบับท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2555. ไตรภูมิกถา ฉบับถอดความ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2555. ไตรภูมิกถา พระราชนิพนธ์ พญาลิไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2555. ไตรภูมิพระร่วง (ฉบับย่อความ). กรุงเทพฯ : ตรงหัว, 2542.

https://finearts.go.th/promotion/view/22416-%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2
 

อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 
อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 

อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 

อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 




อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 

อักษรวิจิตร ภาษา ขอม
 


 
 

 





ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ ปราศจาก อักษรวิจิตร 
 

ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติบทสวดไตรสรณคมน์  มารผจญ
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ บทสวดไตรสรณคมน์
การโปรด ไตรธรรมเทศนาการประสูติ
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ บทสวดไตรสรณคมน์
ไครสรณคมน์ การโปรดพระธรรมเทศนาปัญจวัคคีทั้ง 5
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ บทสวดไตรสรณคมน์
ไตรสรณคมน์ การโปรดพระธรรมเทศนา 
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติบทสวดไตรสรณคมน์
เทวดาโปรด การตัดพระเกศา ใต้ข้าราชบริพานและอาชาคู่พระวรกาย คนธรรพ์บรรเลงดุริยางค์กล่อมบรรทมศีล
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติบทสวดไตรสรณคมน์
 ธรรมเทศนาสุขคติ โกษฐ์ภูมิปรินิพพาน แก่พระอานนท์ก่อน บรรทมศีลนิพพานบทสวดไตรสรณคมน์
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ บทสวดไตรสรณคมน์
ปฐมเทศนาเทวดา  การโปรดพระธรรมเทศนาจากสวรรค์ภูมิ พระปฐมเทสนาการโปรดองคุลีมาลจากอุบายภูมิ
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ บทสวดไตรสรณคมน์
พระปฐมเทศนา นิทานชาวนากับงูเห่า การเทศนาวรรณะจัณฑาล (ขอทาน) 
 
ภาพปริศนาธรรมเชิงสุภาษิตพระร่วง ในบทเทศนาพุทธประวัติ 
บทบรรเลง สรวงสวรรค์แห่งเทวนิพพาน ณวัฎฎะสังขารมนุษย์


 
  
 
 

การค้าขายและเงินตราที่ใช้ในล้านนา ตอน เงินพดด้วง

          เงินพดด้วง เป็นเงินตราที่ชาวไทผลิตขึ้นใช้ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยการตัดโลหะเงินเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ได้น้ำหนักตามต้องการแล้วนำไปหลอมจากนั้นเทโลหะที่ละลายดีแล้วลงเบ้าไม้ที่แช่อยู่ในน้ำ จากนั้นนำมาทำให้งอโดยตอกแบ่งครึ่งด้วยสิ่วสองคม แล้วทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากันจนขดงอคล้ายตัวด้วง เงินพดด้วงที่ตีด้วยค้อนจนเข้ารูปแล้วจะถูกนำไปวางบนทั่งเหล็กหรือกระดูกขาช้าง เพื่อตอกประทับตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาลลงบนตัวเงิน
          เนื่องจากเงินพดด้วงเป็นเงินตราที่ใช้มาตราน้ำหนักเป็นมาตรฐานพิกัดราคา จึงไม่มีการระบุพิกัดราคาไว้บนตัวเงินเงินพดด้วงถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในล้านนา จากการติดต่อค้าขายกับสุโขทัยและอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีการนำเงินพดด้วงมาใช้ในล้านนา เงินพดด้วงในสมัยรัตนโกสินทร์นี้มีตราจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน และมีตราอุณาโลม ครุฑ ปราสาทและมหามงกุฎประทับลงบนพดด้วง
 การค้าขายและเงินตราที่ใช้ในล้านนา ตอน เงินพดด้วง
          เงินพดด้วง เป็นเงินตราที่ชาวไทผลิตขึ้นใช้ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยการตัดโลหะเงินเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ได้น้ำหนักตามต้องการแล้วนำไปหลอมจากนั้นเทโลหะที่ละลายดีแล้วลงเบ้าไม้ที่แช่อยู่ในน้ำ จากนั้นนำมาทำให้งอโดยตอกแบ่งครึ่งด้วยสิ่วสองคม แล้วทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากันจนขดงอคล้ายตัวด้วง เงินพดด้วงที่ตีด้วยค้อนจนเข้ารูปแล้วจะถูกนำไปวางบนทั่งเหล็กหรือกระดูกขาช้าง เพื่อตอกประทับตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาลลงบนตัวเงิน
          เนื่องจากเงินพดด้วงเป็นเงินตราที่ใช้มาตราน้ำหนักเป็นมาตรฐานพิกัดราคา จึงไม่มีการระบุพิกัดราคาไว้บนตัวเงินเงินพดด้วงถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในล้านนา จากการติดต่อค้าขายกับสุโขทัยและอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีการนำเงินพดด้วงมาใช้ในล้านนา เงินพดด้วงในสมัยรัตนโกสินทร์นี้มีตราจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน และมีตราอุณาโลม ครุฑ ปราสาทและมหามงกุฎประทับลงบนพดด้วง
-----------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน
-----------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
เงินตราล้านนา : นวรัตน์ เลขะกุล/ธนาคารแห่งประเทศไทย นพบุรีการพิมพ์ เชียงใหม่, ๒๕๕๕ เงินตราล้านนาและผ้าไท : ธนาคารแห่งประเทศไทย อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๓ เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงค์ : นวรัตน์ เลขะกุล สนพ.สารคดี, ๒๕๔๗
(จำนวนผู้เข้าชม 12361 ครั้ง)
https://www.finearts.go.th/promotion/view/20337-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87

 
 

ส่องโลก  ตอน ก่อนเป็นพระงาม ออกอากศ  30 ส.ค 35  the process of posture of the buddha 
เบื้องหลังการสร้างพระพุทธรูปหยก หลวงพ่อ วิริยังค์ วัดธรรมมงคล (ออกอากาศ 23 สิงหาคม 2535)

https://youtu.be/d37OGhSnT-A?si=K1XOxuT5dzmmmeT-LP
.......ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศในประเทศแคนนาดา คณะของเราซึ่งท่านอาจารย์ วิริยังค์ พระญาณวิริยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลจาก กรุงเทพมหานคร เป็นผู้นำคณะ ได้พาเราเดินทางลัดฟ้าข้ามโลก เพื่อเดินทางเราเดินทางมาลัดฟ้าข้ามโลก เพื่อเดินทางมาสู่ถึงดินแดนซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดแห่งการค้นพบอัญมณีล้ำค่า ที่ สำคัญ  โดยความร่วมมือจากสายการบินไทย เราได้เดินทางไปที่ ซีแอตเทิล สาธาณรัฐ อเมริกาเพื่อต่อเครื่องบินเล็กไปยังแวนคูเวอร์ ประเทศ แคนนาดา  ที่นี้เราได้พบกับ มิสเตอร์ เจมส์ เคิร์ด เจ้าของบบริษัท นิวเวิร์ลเจมส์สโตน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบริษัท ของ แคนนาดา ที่ดำเนินกิจการค่าหยกรายใหญ่ของโลก แท่นหยก ที่ เห็นอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งถูกตัดตอน ออกเป็นชิ้นยย่อย ของก้อนหยกขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยค้นพบในประเทศ แคนนาดา และอาจเป็นก้อนหยกขนาดใหญบริสุทธิ์ก้อนเดียวในโลก หากมีการพิสูจน์ในภายหลัง  ซึ่งในการค้นพบ เมื่อเดินพฤศจิกายน ปีพุทธศักราช  2534 นั้นก้อนหยกขนาดยักษ์ดังกล่าว พบว่า มีขนาดของน้ำหนักเนื้อหยกล้วนๆถึง 32 ตัน  และบัดนี้ อัญมณีล้ำค่า ได้ถูกนำมาตัดแต่งในเมืองไทย ก่อนนำมาขึ้นรูปสลักสร้างเป็นพระพุทธรูปเนื้อหยกของแท้สีเขียวบริสุทธิ์ ในขนาดหน้าตักกว้างถึง 1 เมตร 60 เซนติเมตร และมีส่วนสูงถึง 2 เมตร 10 เซนติเมตร ตามประสงค์ศรัทธา ซึ่ง ท่านอาจารย์ วิริยังค์ พระญาณวิริยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ได้เคยคิดมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2528 
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทยเลยว่า มีผู้ใดเคยได้ครอบครองแท่งหยกขนาดใหญ่และนำมาทำให้ช่างฝีมือทำการแกะสลักเป็นองค์พระ หรือ ปูชนียวัตถุสำคัญ มาก่อน การนำแท่งหยกขนาดยักษ์ น้ำหนักรวมกันกว่า 32 ตัน  มาเพื่อที่จะแกะสลักสร้างให้เป็นองค์พระพุทธรูป และ เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ สำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวไทยครั้งนี้ จึงนับเป็นเรื่องควร บันทึกจากการท่องเที่ยวใหม่ของรายการ ส่องโลก ในชุดที่เราตั้งชื่อว่า  ก่อนจะเป็นพระงาม การเดินทางตามรอยแท่งหยกขนาดยักษ์จากดินแดนขั้วโลกเหนือ ก่อนมาถึงสุดแดนสยาม แผ่นดินที่พุทธศาสนางอกงาม 
หยกเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และน้อยครั้งมากที่ใครจะได้ค้นพบก้อนหยกขนาดใหญ่ ที่มีน้ำหนักทั้งก้อนรวมกันกว่า 32 ตัน  การขนย้ายวัตถุขนาดใหญ่ที่ความกว้างมากกว่า 3 เมตร สูงกว่า2  เมตร และยาวกว่า 10 เมตร  จากแหล่งที่ได้ทำการขุดค้นพบนั้น ทำให้เกิดปัญหาต่อการขนย้ายวัตถุ เนื่องจากแหล่งที่ค้นพบแท่งหยก บริสุทธิ์แท่งนี้ อยู่ในถิ่น ธุรกันดาร อยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่อาจจัดหาเครื่องทุ่นแรงใดๆ ที่จะสามสารถเคลื่อนย้ายวัตถุที่เกิดเองในธรรมชาติ ตามขนาดสัดส่วนที่กล่าวมาแล้วได้  เมื่อการค้นพบถูกประกาศแจ้งต่อมา ถึงเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล วัดที่มพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุด ของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีพุทธศักราช 2534 หลังจากนั่นอีก 5 วัน คณะเดินทางชุดแรก ก็ได้มุ่งหน้าสู่ประเทศ แคนนาดา  สถาณที่ซึ่งค้นพบหยกในครั้งนี้ มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่น ว่า ดีพเลค  ในรัฐ วิทิสคอนลัมเบีย ทางเหนือของประเทศแคนนาดาซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็นปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณขั้วโลกเหนือ การเดินทางไป ดีพเลคช่วงฤดูร้อนที่อากาศเริ่มอบอุ่น ท้องฟ้าเปิดใส จนมองเห็นแผ่นดินข้างล่างปกคลุมด้วยสีเขียวสด ของเนินทุ่งหญ้าทอดไกล พาหนะซึ่งจะพาเราไปถึงในเวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆนั้น คือเครื่องบินน้ำที่บินตรงระหว่าง วัตสันเลค สู่เมืองเล็กๆที่มีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก มิสเตอร์ เจมส์ เคิร์ด เจ้าของบริษัท  นิวเวิร์ลเจมสโตน ซึ่งทำหน้าที่เป็นแมวมองส่องหาหยกขนาดใหญ่ ให้แพระอาจารย์วิริยังค์ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ตามที่ติดต่อมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2530  ได้ติดมามาอำนวยความสะดวกให้กับคณะจากประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในการเดินทางดูแหล่งที่ค้นพบแท่งหยกยักษ์ ดีพเลคเป็นชุมชนของแคนนาดาที่ตั้งอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาที่ปกคลุมอยู่ด้วยหิมะตลอดปี เครื่องบินของเราเริ่มต้นออกเดินทางจาก วัตสันเลค ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างจากแวนคูเวอร์ โดยใช้เวลาบินราวหกชั่วโมง มุ่งหน้าตัดขึ้นไปทางเหนือ โดยอาศัยการบินเกาะไปตามลำน้ำใหญ่ ห่างทะเลสาบที่สวยงามจำนวนมากไปยังจุดหมาย อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำที่ไหลรินอย่างต่อเนื่องยามที่หิมะเริ่มละลาย ชื่อเสียงของดีพเลค เกิดจากความหวังของนักขุดทองชาวแคนนาดา ดีพเลคเป็นดินแดนของผู้แสวงหาการเสี่ยงโชคจากสายแร่ทองอันมีค่า  แร่ทองคำเป็นทรัพยากรที่ถูกค้นพบในดีพเลค เมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เหมืองแร่ทองคำของบริษัทดีเจบิวลิวเวอร์ลิ่ง คัมปานี เพิ่งเริ่มเปิดดำเนินการขุดหาแร่ทองคำมาเป็นเวลาเพียง 18 ปี โดยใช้เครื่องมือขุดหาที่ทันสมัยทำการขุดดินบริเวณที่คาดว่าแม่น้ำสายเก่า ซึ่งที่นี้ได้ค้นพบทางเดินของสายแร่ทองคำปะปน เป็นตะกอนอยู่ในผืนดินเป็นจำนวนมาก  การทำเหมืองทองคำของบริษัท ดีเจบิวลิวเวอร์ลิ่ง คัมปานี จะเร่งกระทำอย่างเหน็ดเหนื่อยในฤดูร้อน ที่มีเวลาอยู่เพียง 4 เดือนเท่านั้น เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว เมื่อแกนของโลกหมุนกลับ แผ่นดินบริเวณ ดีพเลค จะถูกปกคลุมด้วยกองหิมะสูงกว่า 10 ฟุต การขุดหาสายแร่จากใต้ผืนดินจะไม่สามารถกระทำได้ ชาวเหมืองจึงมีเวลาเพียงสั้นๆที่จะใช้เครื่องมือขุดดักไปใต้ผืนดิน เพื่อขุดเอาดินขนถ่ายลำเลียงสู่ที่แยกวัตถุในเครื่องร่อนขนาดใหญ่ น้ำจากลำธารที่ไหลในช่วงฤดูร้อนจะถูกสูบมาใช้ในการร่อนหาแร่ทองคำ หากชาวเหมืองมีเวลาในการของเขาไม่มากนัก กับแผ่นดินที่กว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์สินทรัพย์อันมีค่านี้ แต่มันก็เป็นความหวังของนักเสี่ยงโชค ความตื่นเต้นซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งจากการค้นพบสิ่งที่คนต้องการ
นับตั้งแต่ดีพเลค เป็นชื่อที่รู้จักทางนักแสวงโชคชาวแคนนาดา ดีพแลคคือแดนในความฝันของนักขุดทองมาตลอดหลายร้อยปี ชาวเหมืองซึ่งสืบทอดอาชีพมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ไม่มีใครเลยค้นพบว่าที่นี้ได้มี สินแร่ที่ล้ำค่ามากกว่าทองคำซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนดินมาก่อน การค้นพบหยกเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อเดือน สิงหาคม ปีพุทธศักราช 2534 ในเหมืองทองคำของมิสเตอร์จอห์นสกัจเลอร์ ซึ่งอยูห่างจากนี้ไปไม่มากนัก มิสเตอร์เคิร์ด ได้นำอาจารย์   วิริยะ เดินทางไปยังที่รวมแท่งหยกของบริษัท หยกแท่งนี้มีขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 1 ตัน ซึ่งถูกค้นพบบริเวณเดียวกับที่พบแท่งหยกขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เคยปรากฏพบจากที่ใดมาก่อน หยกทีถูกขุดค้นพบจากเหมืองทองคำของจอห์น สกัจเลอร์ ทุกก้อนเป็นหยกเนื้อบริสุทธิ์  สีเขียวสดไม่มีเปลือก ต่างจากหยกจากที่อื่นใดในโลก มิสเตอร์เคิร์ด ได้อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ธรรมชาติของหยกจะต้องมีเปลือกห่อหุ้มหลังจากเกิดการหลอมละลายภายใต้ความกดดันมหาศาลใต้ผิวโลก แต่ที่หยกเหล่านี้ได้ใช้เวลานับหมื่นนับแสนปีเคลื่อนตัวเองจากจุดกำเนิดซึ่งอาจเป็นการเคลื่อนตัวจากการสั่นสะเทือนของเปลือกโลก จากความเปลี่ยนแปลงของชั้นดินใต้พิภพ การเกิดแผ่นดินไหว การพัดไหลของธารน้ำแข็ง ประกอบกับหลายๆประการจนทำให้แท่งหยกขนาดใหญ่ น้ำหนักกว่า 32 ตันแท่งนั้น เคลื่อนมาจากยอดของภูเขา คิงมาวเทิล การการเดินทางและระยะเวลายาวนาน จึงทำให้เมื่อมีการขุดค้นพบหยกก้อนดังกล่าว จึงมีการค้นพบหยกก้อนบริสุทธิ์ มีลักษณะสีเขียวของเนื้อหยกล้วนๆขนาดใหญ่มีน้ำหนักกว่า 32 ตัน ซุกฝังอยู่ใต้แม่น้ำสายเก่า ที่ไหลมาจาก ภูเขาคิงมาวเทิล ในความลึกจากผืนดิน 20ฟุต และนี่คือปรากฎการณ์ประหลาดซึ่งทำให้ทุกคนต้องแปลกใจจนแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น 
อาจารย์ วิริยังค์ พระญาณวิริยาจารย์ 
“ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางจากประเทศไทย เป็นระยะเวลา ทางไกล จนกระทั่งมาถึงประเทศแคนนาดาแวนคูเวอร์ จากแวนคูเวอร์ ยังต้องโดยสารเครื่องบินเล็กมาอีกถึง 4 ชั่วโมง และได้บินเรือบินน้ำเครื่องบินน้ำเล็กๆ ผจญภัยข้ามภูเขาหิมะมาจนกระทั่งมาถึงสถาณที่แห่งนี้เป็นเวลาถึง 5 ชั่วโมงครึ่ง เพราะฉะนั้นหยกก้อนนี้จึงถือว่า เป็นหยกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สมแล้วที่จะได้ทำเป็นพระพุทธรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”
ด้วยแรงปรารถศรัทธาที่จะหาวัตถุอันเป็นมงคลล้ำค่าเพื่อสร้างพระพุทธรูป ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้คงอยู่ชั่วกัลปวสาน เช่นดังคำสั่งสอนของพระองค์ เป็นดั่งแก้วรัตนมงคลของโลก ตามที่หลวงพ่อพระยาวิริยาจารย์ เคยคิดมาตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2548 โดยหวังที่จะเสาะหาหยกก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบได้ในโลกปัจจุบันนำมาแกะสลักขึ้นรูปเป็นองค์พระพุทธรูปที่ใหญ่สุดนั้น ด้วยแรกคิดก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่เหนือโลกปรากฏเป็นจริงได้แต่ด้วยความอุตสาหะ พยายามตั้งใจ และด้วยความศรัทธาแรงกล้าต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังเช่นเหตุผล และจุดมุ่งหมาย พระยาจารณ์สมเด็จพระวิริยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ได้ปราถถึงคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
คำสอนของพระองค์นั้นเป็นของดี เป็นวิเศษ นับเป็นรัตนมงคลโลก สามารถ เป็น   อิทานิ อีกประโยชน์อัน ยิ่งใหญ่ไพศาลแก่มวลมนุษย์ในโลก เมื่อบุคคลประพฤติปฎิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ได้รับความสุขความเจริญเป็นอย่างยิ่ง จนถึงเมื่อได้ปฎิบัติธรรมชั้นสูง
 ก็สามารถบรรลุมรรคผลหรือนิพพานได้ในที่สุด ผลประโยชน์ทั้งหลายที่เหตุผลอันประเสริฐ ทั้งอย่างต่ำ อย่างกลาง และอย่างสูงสุด ประเมินค่ามิได้มาบังเกิดขั้นแก่ชาวพุทธในอดีตจนถึงปัจจุบัน พระวิชาพุทธทั้งหลายนั้นตอบสนองด้วยศรัทธาอันสูงสุดจากนามธรรม มาเป็น รูปธรรม จากศรัทธา มาเป็นภายในจิตใจความเป็นวัตถุต่างๆ รวมทั้งมหาปูชนียสถาณอันยิ่งใหญ่และสำคัญๆมากมาย ปรากฏให้อนุชนรุ่นหลังได้ประสบพบเห็นและตื่นตะลึงความสามารถความพยายามอย่างสูงของท่านผุ้ศรัทธาในพระศาสนา
หลวงพ่อวิริยังค์ พราญาณวริญาจารย์ เจ้าวาสวัดธรรมมงคล หรือ เขาบุญนนทราวิหาร วัดป่าสะแก บางจากเขต พระโขนง กรุงเทพมหานคร ท่านได้พิสูจน์ให้ ประจักษแท้ว่า  การแสดงออกถึงศรัทธาภายในจิตใจให้ปรากฎ คือจากนามธรรม ความคิดที่จะเสาะหาก้อนหยกที่ใหญที่สุดในโลก ปัจจุบันจนสามารถปรากฏเป็นรูปธรรม ด้วยการแสวงหาค้นพบสิ่งที่มีค่าแข็งแกร่ง ไม่มีการเสื่อมสลาย ผุกร่อน ยิ่งนานวัน ยิ่งแต่จะมั่นคง มีค่ายิ่งตลอดไป ของแท่งหินหยกที่ใหญ่สุดเท่าที่ปรากฎในโลกปัจจุบันนี้สำเร็จจากใจ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากความอุตสาหะพยายาม
และสัปดาห์หน้า..เราจะได้นำท่านไปชมเบื้องหลังความพยยามของมนุษย์ ในการนำก้อนหยก น้ำหนักหลาย 10 ตันมาตัดแต่งแกะสลักเป็นองค์ประพุทธรูปที่งามวิจิตรพิสดาร ด้วยผลงานร่วมกันระหว่างช่างฝีมือชาวไทย และยอดนักสลักค่าตัวแพงจากอิตาลี ซึ่งมีค่าตัวในการทำงานครั้งนี้ มูลค่ากว่า 8ล้านบาท ดปรดติดตามได้จากสารคดีส่องโลกตอนต่อไป
 

 
ส่องโลก  ตอน ก่อนเป็นพระงาม ออกอากศ  30 ส.ค 35  the process of posture of the buddha 
https://youtu.be/yB9HxWqY?si=wQR-X0qXt4rJYXVg

วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ที่นี้คือ ธรรมมงคล เถานนทวิหาร วัดเจดีย์ใหญ่ของชาวบ้าน ในซอยปุณณวิถี เขตพระโขนง กรุงเทพ อันเป็ที่ตั้งของพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย
แต่สิ่งเราจะพาท่นไปชมนั้นมิใช่เรื่องราวน่าทึ่งของพระมหาเจดีย์ใหญ่ เรื่องสำคัญที่จะปรากฏในจารึกประวัติศาสตร์หน้าต่อไป คือสิ่งที่กำลังสลักเสลาให้เกิดขึ้นจากโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งปลูกสร้างอยู่ริมกำแพงด้านทิศตะวันตก ของวัดธรรมมงคล อาคันตุกะชาวต่างชาติทั้งสามคนเป็นผู้มีฝีมือเชี่ยวชาญในการแกะสลักหินของสถาบัน อินสตูติวโตโปรเฟสซิโอนาเล่ย์ เปอร์เอียวมาโม สถาบันสอนการแกะสลักหิน และหินอ่อนที่เก่าแก่  และมีชื่อเสียงที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองคาราร่า แห่ง มาสซา ประเทศอิตาลี พวกเขาเดินทางมาประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานขึ้นสุดยอดสำคัญของโลก ให้แก่หลวงพ่อวิริยังค์ หรือพระวิริยาจารย์ เจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล ผู้ริเริ่มให้การสลักสร้างพระพุทธรูปหยกองค์ใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบัน ความคิดในการสร้างพระหยกองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช 2528 อันเป็นปีที่พระวิริยมหามงคลเจดีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์ ครั้งนั้นหลวงพ่อวิริยังค์ท่านปรารภว่า
 

ในโลกนี้จะมีวัตถุอันใดเล่าที่จะอยู่ยงค์คงกระพันนานนับพันนับหมื่นปี เช่นคำสอนขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเป็นวัตถุต่างๆ หากเป็นทอง  อิฐ หิน ปูน  ก็จะมีอายุขัย 
หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านจึงมาคิดถึงหินหยก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความแข็งแกร่งมาก พร้อมทั้งเป็นของที่มีคุณค่าสูงเพราะหินหยกยิ่งนานยิ่งแกร่งยิ่งนานยิ่งดีไม่มีอายุขัย ถ้ายิ่งมีอายุนานเท่าใด ก็นิ่งจะมีคุณค่าสูงส่งยิ่งขึ้น ไปอีก เพื่อที่จะดำรงเอาไว้ซึ่งในศาสนาให้จีรังยั้งยืน 
ท่านจึงได้พยายามตั้งใจเสาะหาหยกสีเขียวบรสุทธิ์ก้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก  นับแต่ได้เริ่มปรารภ ปี พุทธศักราช 2528 เป็นต้นมา
การสลักสร้างพระพุทธรูปหยกจากอัญมณีล้ำค่าชิ้นนี้  ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถกระทำขึ้นโดยในลำพังได้ และนี้คือสาเหตุที่สามศิลปินนักแกะสลัก นามก้องโลก
มาร์โลว วิคกิ.
ซีซี สมาร์ธิว  และ เซอรรีพ ดิพพริค  
เดินทางมาพิสูจน์ความเชื่อมั่นของพวกเขาต่อความท้าทายในความเป็นหนึ่งเดียวในโลก
 
หยกเป็นอัญมณีของ มนุษย์แต่โบราณกาล เมื่อนำมาแกะสลักรูปลาย ขัดเกลา แต่งผิว จนเนื้อเรียบเนียนสนิท ผิว  หยก จะปรากฏความละเอียดอ่อน และดูงดงาม เปล่งประกายอย่างสดใส เมื่อสัมผัสลูบคลำ จะรู้สึกถึงความอ่อนนุ่ม แม้เนื้อในจะแข็งกระด้าง ทนทานต่อการกัดกร่อน รึเสียดสีจากวัสดุ สิ่งเหล่านี้คือความมหัศจรรย์ในธรรมชาติของหยก และทำให้หยกกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าของมนุษย์ เป็นสิ่งมงคลต่อชีวิตของผู้ครอบครอง 

การนำหยกมาสร้างแกะสลักเป็นพระพุทธรูป และเจ้าแม่กวนอิมของท่านเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ซึ่งต้องใช้เวลาสืบเสาะหาหยกก้อนใหญ่เป็นพิเศษตามที่ต้องการนานถึง 6ปีนั้น เมื่อคิดก็ดูจะเป็นสิ่งที่ได้มาอย่างเหลือเชื่อ เหนือความเป็นไปได้  ทั้งการดำเนินงานทุกขั้นทุกตอนใช้ทุรทรัพย์เป็นมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างผลงานให้ลุล่วงดั่งที่ตั้งใจไว้

“ทั้งนี้การแกะหยกเนี่ย. ถ้าหากใครไม่ทราบมาก่อนเนี่ย..เขา.เป็นช่าง....เพิ่งจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเขาแกะหยกมานะครับ มาแกะหยก ที่ที่นี้ อันนี้การแกะหยกเขา เพิ่งมารู้ที่นี้เหมือนกันว่า การแกะหยกเนี่ย จะใช้เครื่องมืออื่นไม่ได้เลย จะใช้สิ่ว ใช้ค้อน ใช้อะไรไม่ได้เลย นะครับ ต้องใช้ตัดอย่างเดียวแล้วการ ตัดเนี่ยต้องตัดควบคุ่ไปกับน้ำตลอด นะครับ ตัดแห้งไม่ได้ เพราะเนื้อหยกจะไหม้ แล้วก็เวลาขัดเงาขึ้นมา จะทำให้เนื้อหยกไหม้ มองเห้นรอยไหม้ชัดเจน จะไม่เป็นธรรมชาติ สีสันต่างๆก็จะไม่ขึ้นมา ฉะนั้นก็ต้องตัดด้วยน้ำตลอด การที่ใช้น้ำเนี่ย มันทำให้เนื้อหยกเนี่ยไม่ เป็นรอย“
 
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการจัดหาทีมงานช่างฝีมือด้านการแกะสลัก โดยการชักชวนกันมาร่วมฝากฝีหม้ายลายมือ ให้ปรากฎแก่ชาวไทยและชาวโลกสืบต่อไปคือ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วารัตน์ อิศวาด แห่งภาควิชาประดิมากรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนไทยคนแรก ที่ได้เข้าศึกษาที่สถาบัน ดิสตูติวโต โปรเฟสติโอนาเล เปอร์อิลมาโม สถาบันสอนการสลักหินและหินอ่อน ที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของเมือง คาร์รารา ประเทศอิตตาลี 
“ไม่มีเครื่องมือที่จะเหมาะสมกับการทำงานชิ้นนี้นะครับ เพราะฉะนั้นทางวัด เนี่ยทางหลวงพ่อเนี่ย จะต้องสั่งมาจากทางอิตาลีตลอดเวลาเลย เครื่องมือ นะครับ เพราะเครื่องมือในเมืองไทย ใช้ไม่ได้ ใช้ตัดไม่ได้ แล้วก็ หยกก้อนเนี่ย เป็นหยกที่พิเศษมาก คือเป็นก้อนเดียวตลอดทั้งแท่งเลย ไม่มีต่อทางไหนเลย ครั้งแรกเนี่ย เราไปตัดที่สระบุรี นะครับที่โรงงาน ของคุณ อุปจิต วัฒสวัตน์ ไปตัดโดยใช้เครื่องตัดหินอ่อนเขาเรียกว่า ไดมอนไวล์ด ตัดขึ้นรูปมา จะเห็นว่าตัดเป็นสีเหลี่ยมง่ายๆ โดยเราเอาแบบตัวอย่างไปด้วย เพื่อขึ้นรูปง่ายๆให้เข้าไปใกล้ที่สุด ไม่อย่างนั้นแล้วเนี่ยงานชิ้นนี้เราจะใช้เวลาอีกหลายปีเลยกว่าจะตัดสำเร็จ เลย จะเห็นว่า เราเอาๆๆๆ ตัดมาเป็นขึ้นรูปเป็นสี่เหลี่ยมง่ายๆตาม ฟอร์มของรูปปั้นอันนี้ นะครับ และเศษที่ตัดนั่นทางวัดก็เก็บเอาไว้เป็น ประวัติศาสตร์ ที่ๆตัดเอาไว้ทางโน้น นะครับ ชิ้นต่างๆโน้นเก็บเอาไว้หมด นะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็ หลวงพ่อก็เอาไปทำพระองค์เล็กๆ สำหรับให้ พุทธศาสนิกชน รือ คนทั่วไปเนี่ยบูชา นะครับ เอ่อพอตัดมาเสร็จแล้วเนี่ย ตัดที่โน้น ที่โน้นก็ตัดใช้น้ำเหมือนกันควบคู่ไปกับน้ำ การตัดเนี่ย ใช้เวลานานมากครับ ไม่ๆๆๆได้ตัดทั้งวันเดียวเสร็จใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยตัดเนี่ยจะต้องวัดตลอดเวลาเลยซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เพราะว่าก็กลัวกัน เพราะว่า ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นเนี่ย เราจะหาหยกอย่างนี้มาอีกไม่ๆๆไม่ได้แล้วเพราะมีก้อนเดียว เพราะเราว่านั้นนั่งเฝ้ายกันทั้งวันทั้งคืนเลยตอนที่เราไปตัด ที่สระบุรีนะครับ พอมาถึงช่วงเนี่ยคิดว่าไม่หน้ามีปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน แล้วเพราะว่า เขาทำงานประมาณเดือน สองเดือน เนี่ย เขาจับเทคนิคได้ จับลักษณะการทำงานได้ แล้วก็จับ  เรื่องราวต่างๆได้ ไม่ๆยาก ทางงานเนี่ยคงจะสำเร็จ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์นะครับ คิดว่าภายใน ภายในหนึ่งปีหน้าจะเสร็จเรียบร้อย นะครับ สำหรับพระพุทธรูปนี้”
 
โปรเฟสเซอร์ มาร์โลว วิคกิ. นอกจากจะมีตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนวิชาแกะสลักหิน แก่สถาบันที่มีชื่อ ในการผลิตศิลปินนักแกะสลักหินชั้นนำที่มีชื่อของโลกแล้ว โปรเฟสเซอร์ มาร์โลว ได้รับการยกย่องในความสามารถ และถือเป็นบุคลที่มีความเชียวชาญที่สุด ในเรื่องของการแกะสลักหินประเภทต่างๆ ก้อนหยกยักษ์ก้อนนี้มีค่าอย่างมหาศาสต่อนักแกะสลักทุกคน มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อรอเวลา รอคอยผู้มีบุญญาวาสนาจะได้ครอบครอง เช่นเดียวกับที่ช่างแกะสลักมืออาชีพ เคยคิดกันมานานแล้วว่า  
จะหาวัตถุใดที่จะงามล้ำเลิศ ยิ่งใหญ่มูลค่าต่อการฝากฝีมือให้แก่ผลงานที่ท้าทาย แก่ความสามารถของเขา
 
 
 

โปรเฟสเซอร์ มาร์โลว ท่านก็โชว์การทำผลงานกับลูกของท่าน เพราะท่านก็ผ่านงานมาเยอะ ท่านทำงานสร้างเจดีย์สร้างพระพุทธรูปมาเยอะ ท่านบอกท่านต้องการพระในสมัยนี้ที่ ที่เป็นแบบอย่างของสมัยนี้ เอ่อ ไม่ว่าจะหน้าตา รูปทรง รึทรวดทรงอะไรก็ตามเนี่ยนะครับแต่ต้องถูกกำหนดลงใน เอ่อในหยกชิ้นได้นะครับ เอ่าจะๆเห็นว่าที่ท่านกำหนดให้ปั้นเนี่ยท่านยืนคุมอยู่ตลอดเวลา นะครับไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อต่างๆ ท่านอยากจะให้มี แต่ไม่ใช่คน มีกล้ามเนื้อเหมือนคนแต่ไม่ใช่คนหน้าตา ก็เป็นพระที่มีเมตตา ยิ้มนะครับ มีลักษณะ เอ่อ อ่อนช้อย ซึ่งท่านมากำหนดแบบท่านเองหมด ครับท่านก็ กำหนดให้ผมตรงนั้นสูงหน่อย ตรงนี้ต่ำไปนิด ตรงนั้นเอาออตรงนี้เอาเข้า ตรงโน้น ทำตรงโน้น ตรงนี้ผมเป็นมือให้ท่าน แล้วท่านก็นเป็นคนกำหนดเองทั้งนั้น แบบพระ นี้ที่แกะ นะครับ ท่านกำหนดทุกอย่าง ตรงโน้นควรจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งใช้เวลาหลาย นานทีเดียวครับกว่า จะสำเร็จออกมาได้ นะครับ ซึ่งแบบเนี่ย เราจะสังเกตว่าแบบ ค่อนข้างที่จะไม่เรียบร้อย ถ้าจะเอาไปหล่อเป็นโลหะหรืออะไรเนี่ย เราจะสังเกตว่าไม่ค่อยเรียบร้อย แต่ช่างแกะเนี่ยเขาก็เข้าใจ เขาจะบอกเขาว่าแบบเราต้องการแค่นี้ อย่างงี้ๆ ตรงนั้นเป็นอย่างนั้น ตรงนั้นเป็นอย่าง ตรงนั้นเบี้ยวหน่อย อะไรนิดๆหน่อยๆ เขาเข้าใจ เขาใช้เครื่องมือเนี่ยทำตามที่เราตต้องการได้ นะครับ เอ่อ เราทำทุกอย่างเหมือน เป็นตัวอย่างไว้แล้วเขาก็ลอกก็อปปี้ออกมาได้ แล้วทำให้เรียบทำให้สวย ทำให้เหมือนแบบทุกอย่างได้ นะครับ เพราะเขา ช่างแกะสองคน เนี่ย เขาก็ จบ อะคะดีมี เพราะว่าเขาก็นเป็นอาจารย์สอนด้วย เขาจบปั้นด้วย จบประติมากรรมด้วย นะครับ มีความสามารถในทางการแกะสลักด้วย เขาก็รู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น ทรวดทรง เป็นสัดส่วนต่างๆนะครับ บางครั้งจะเห็นว่า อย่างหูเนี่ย ผมจะปล่อยเป็นฟอร์มใหญ่ๆเอาไว้ ลักษณะนี้ ลักษณะใหญ่ๆเอาไว้ ตอนหลังเนี่ยผมอาจจะมาเขียนให้เขาดู รึปั้นให้เขาดูแค่นั้น ว่าเขาแกะ ตรงนั้นเป็นอย่างนั้น รายละเอียดอย่างนั้น เขาก็ทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องปั้นให้หมดทุกอย่าง เพราะแบบอันเนี่น ย้ายไปย้ายมา โดนน้ำโดนอะไร เดี๋ยวก็พัง นะครับ พอใหรู้ทรวดทรง ส่วนใหญ่นะครับ เส้นรอบนอก วอลลุม ใหญ่ ปริมาตรใหญ่ เขาเห็น ปุ๊ป เขาก็ ก็อปปี้ ได้ทุกอย่าง 
ชิ้นนี้นะครับ เขาเรียกว่า ละแมคกินาฟุนโตการเฟีย เขาสำหรับวัดแบบนี้ เขาจะทำจุดวัดเอาไว้ ล็อคเอาไว้แล้วให้เข็ม เนี่ยอยู่ใกล้จุด ที่โดนเนื้อมากที่สุด นะครับ ห่างประมาณ เซนติเมตร หนึ่ง แล้วก็ยกจากโมเดลนี้ออกมานะครับ แล้วก็มากำหนดจุดตามที่เขากำหนดเอาไว้ที่ เราจะเห็นว่าเราจะเหลือช่วงที่ยังต้องแกะเข้าไปอีกประมาณสาม สี่ เซนติเมมตร เพราะว่าถ้าแกะเข้าไปๆ เข็มตัวนี้ก็จะเข้าไปสุดแสดงว่าถึงเนื้ออันโน้นแล้ว เพราะฉะนั้น เครื่องมือนี้ เนี่ย เป็นเครื่องมือที่ ดีที่สุด นะครับ ที่ใช้ในการก็อปปี้แบบ เขาใช้มากันตั้งแต่ในสมัยโบราณแล้วนะครับเครื่องมือนี้ ไม่ได้เพิ่งใช้ตอนนี้

 
หยกก้อนใหญ่ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์จากธรรมชาติ กำลังถูกตัดแต่งแกะสลักเสลาขึ้นรูป ด้วยความประณีตบรรจง ก่อนจะมาเป็นปูชนียวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลของโลก ในอนาคตข้างหน้า และนี้คือช่วงเวลาที่น่าจดจำเพื่อมีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินรัตนโกสินทร์
 แม้จะต้องสืบเสาะรอคอยมานานกว่า 6 ปี ในการได้มาซึ่งชิ้นก้อนหยกที่ใหญ่ที่สุดอันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ผ่านธรรมชาติ ที่ถูค้นพบในปัจจุบัน เมื่อเดือนสิงหาคม ณ ดินแดรกันไกลโพ้นของเมือง ดีพแลค ประเทศ แคนนาดา ถึงวันนี้ความปรารถนาในการได้มาซึ่งก้อนหยกยักษ์ ของหลวงพ่อ วิริยังค์ เจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล เพื่อนำมาสร้างบุญ ปูชนียวัตถุอันล้ำค่า อันเป็นมงคลของโลก และพุทธศาสนาสืบไปในอนาคต ก็ได้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม แท้จริง เกิดขึ้น มาแล้ว

 
ในเมื่อ พ. ศ.2528 นั้นเป็นเวลาที่อาตมา ได้สร้าง รูปธรรม  มาแล้วแหละนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จึงได้คิดถึงหยกที่จะได้มาทำเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขึ้น นับตั้งแต่ พ. ศ. 2528 อาตมาก็ได้เที่ยวไปแสวงหา ทางประเทศพม่าบ้าง ทางประเทศจีนบ้างไปด้วยตนเอง ก็ยังไม่ได้พบหยกสีเขียวก้อนใหญ่สมความตั้งใจ 
ต่อมานั้นได้มี นายประเสริฐ ธกรพาศ ที่อยู่ แวนคูเวอร์  ประเทศแคนนาดา ได้นำหยกมาถวาย ก็เห็นว่า 
เอ๊ะนี้เป็นก้อนหยก จึงได้ถาม
นายประเสริฐ ว่า หยกนี้ได้มาจากไหน
 นายประเสริฐ ก็บอกว่า ได้มาจาก ประเทศแคนนาดา  มี
 อาตมาถามว่า มีรึ บอกว่ามี เมื่อ พ.ศ.  2530 อาตมาจึงได้เดินไปที่ประเทศแคนนาดา เพื่อจะแสวงหา หยกก้อนใหญ่ให้จงได้ เมื่อไปเที่ยวแสวงหาบริษัทหยกต่างๆ 3 4 บริษัทก็ไม่พบจึงได้จองหยกนั้นเอาไว้ นับตั้งแต่ พ.ศ.2530 มาจนกระทั่งถึง พ.ศ.2534 เป็นระยะเวลา 5ปี ก็ยังไม่ได้วี่แววว่าจะได้หยก แต่เมื่อพ.ศ.2534นั้น เดือนสิงหาคม อาตมาก็ ปรากฏเห็นอยู่ในสมาธิ หรือว่าครึ่งหลับครึ่งตื่น ในขณะนั้น เห็นหยกก้อนใหญ่มหึมา จึงแน่ใจว่าหยกนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะสภาพ

และนี้คือบันทึกอันทรงค่าที่รายการของเราได้ถ่ายก่อนนำพระอาจารย์ วิริยาจารย์ เจ้า อาวาสวัดธรรมมงคล แขวง บางจาก เขค พระโขนง กรุงเทพมหานครผู้ริเริ่มดำเนินการสร้างพระหยกองค์ใหญ่ของเมืองไทย
แค่เดินทางไปครั้งนั้นก็ได้พาผู้ที่ดูรึเข้าใจหยกเดินทางตามไปด้วย แล้วก็ได้ไปพบหยกสมความปรารถนา เพราะว่าหยกนี้ได้ถูกนำมาจาก ดีพแลค  เป็นทิศ โคลอมเบีย รึเรียกว่าขั้วโลกเหนือ ติดๆ กับขั้วโลกเหนือ ได้นำมาวางไว้ ที่ แวนคูเวอร์ เมื่ออาตมาไปถึงก็ได้ ขนลุก เมื่อได้เห็นเห็นก้อนหยกใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 32ตัน เรียกว่าก้อนใหญ่ที่สุดสมความปรารถนาตั้งใจ
และในขณะนี้ ก็ อาตมาก็ได้ไปว่าจ้าง ช่าง มาจาก ประเทศ อิตาลี เมืองคารารา ซึ่งเป็นช่างมือหนึ่งของโลก เพราะว่าหยกนี้ ก็เป็นหยกที่ใหญที่สุดในโลก แล้วเรก็าควรจะหาช่างมือหนึ่งของโลกมาสร้าง เพื่อที่จะให้ พระประติมาที่มีความสง่างามสมควรแก่การกราบไหว้ เพราะว่าการที่สร้างพระที่ใหญ่เช่นนี้นั้น ก็ยากเหลือเกินที่จะกระทำได้ เมื่อกระทำขึ้นมาแล้วก็เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนชาวไทยเราที่จะได้พากันร่วมมือ เขาเรียกว่า ร่วมอนุโมทนา การร่วมอนุโมทนา นั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายทาง อนุโมนาด้วยใจ ด้วยกาย และอนุโมนาด้วยศรัทธา ที่มีอยู่ในจิตใจอันนี้เพราะว่า ในหยก
ที่อาตมาได้แกะออกมานี้ เป็นองค์พระพุทธรูปแล้วเรียกว่าใหญ่หน้าตักถึง 163 เซนติเมตร และสูง ถึง240เซนติเมตร ก็หมายความว่าสูง 2เมตร เรียกใหญ่มาก 

 

ในหยกก่อนนี้เมื่อใหญ่มากอย่างนี้ เศษที่ออกมาจากหยกนี้ ก็จะเป็นพระองค์เล็กองค์น้อย เพื่อที่จะให้พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธา ได้พากันนำไปเป็นที่เป็นศรัทธา สักการะบูชา ติดตัวของเราไปองค์เล็กๆเท่ากันกับพระกริ่งนี้ เพื่อที่จะติดตัวไปง่าย บุคคลผู้ที่ ได้พระหยกนี้ไป ก็เท่ากันกับว่าได้สร้างพระหยกใหญ่ ซึ่งก็พระหยกใหญ่นั้นก็ราคานั้นก็มากนับหลายสิบล้าน ที่จะเป็นองค์พระหยกขึ้นมา ก่อนจะเป็นพระหยกขึ้นมาเนี่ก็คงจะมากกว่า 20 ล้าน แต่ว่าเมื่อท่านทั้งหลายมีศรัทธาแล้ว อาตมาก็ก็จะให้หยกเล็ก เนี่ยเป็นที่ระลึกและเป็นประวัติศาสตร์ว่า 
เราได้มีศรัทธาสร้างพระหยกร่วมกัน



 


Italians at the Court of Siam: ชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย หน้าปก

   

Carlo Rigoli (1883 - 1962)
คาร์โล ริโกลี (พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๕o๕)


คา ร์โล ริโกลี เกิดเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๖ ที่เซสโต ฟิออเรนติโน เป็นบุตรชายคนที่ ๓ ในจำนวนบุตร ๕ คนของโจซาฟิต ริโกลี กับปัลมิรา อินโนเซนติ บิดามารดามีฐานะดี สามารถส่งเสียบุตรทุกคนให้ได้รับการศึกษาอย่างดี สำหรับริโกลี เดิมทางครอบครัวประสงค์จะให้บวชเป็นพระตามธรรมเนียมในสมัยนั้
น แต่โชคชะตากลับทำให้วิถีชีวิตของเขาแปรเปลี่ยนไป

นายคาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli)
คาร์โล รีโกลี

คาร์โล รีโกลี (อิตาลี: Carlo Rigoli, 7 พฤศจิกายน 2426 – 14 ธันวาคม 2507) เป็นจิตรกรชาวอิตาลีที่เดินทางเข้ามาทำงานในสยามตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1]
ประวัติ
[แก้]
คาร์โล รีโกลี เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2426 ที่เมืองเซสโต ฟิออเรนติโน เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 5 คนของ โจซาฟิต รีโกลี กับ ปัลมิรา อินโนเซนติ โดยครอบครัวของเขาจัดเป็นครอบครัวที่มีฐานะ มีอันจะกิน เดิมครอบครัวจะให้เขาออกบวชเป็นพระในศาสนาคริสต์ตามธรรมเนียม
แต่เนื่องจากเมืองเซสโต ฟิออเรนติโน บ้านเกิดของเขาเป็นแหล่งผลิตเครื่องกระเบื้องพอร์ซเลนและเซรามิคที่สำคัญและตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปะมากมาย เขาจึงเบนเข็มจากสายศาสนาเข้าสู่สายศิลปิน
รับราชการในสยาม
[แก้]
รีโกลีได้รับการชักชวนจากกาลีเลโอ กีนี จิตรกรชื่อดังให้เข้ามาทำงานในสยามในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองเดินทางถึงสยามในปี 2453 ซึ่งงานแรกของรีโกลีที่ได้รับมอบหมายคือวาดภาพพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี ทั้ง 6 รัชกาลบนโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม นอกจากนี้เขายังต้องวาดภาพจากพระเวสสันดรชาดก แบบเฟรสโกหรือปูนเปียกบนผนังในพระอุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร ที่ออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตกแต่งพระราชวัง และวาดภาพเหมือนบุคคลสำคัญอีกด้วย นอกจากนี้รีโกลียังเป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้กับเหม เวชกร จิตรกรชื่อดังและราชาเรื่องผีของไทย
เดินทางกลับอิตาลี
[แก้]
รีโกลีเดินทางออกจากสยามในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับไปพำนักที่บ้านเกิดและถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2507 ขณะอายุได้ 81 ปี
ผลงาน
[แก้]
• ภาพวาดพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทั้ง 6 รัชกาลบนโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม
• ภาพวาดแบบเฟรสโกเรื่องพระเวสสันดรชาดกบนผนังพระอุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร
• ภาพวาดบนโดมในพระที่นั่งบรมพิมาน
• พระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
• พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดนายพลเสือป่า
เกียรติยศ
[แก้]
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]
• พ.ศ. 2459 –   เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 5 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย (บ.ม.)
• พ.ศ. 2462 –   เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 3 ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)[2]



อ้างอิง
1. ↑ Carlo Rigoli
2. ↑ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หมวดหมู่: 
• บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2426
• บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2507
• จิตรกรชาวอิตาลี
• ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต.ช.
• ชาวอิตาลีในประเทศไทย
• ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ บ.ม.

 
 

 กัณฑ์แรก
กัณฑ์ที่ 2 
กัณฑ์ที่ 3 กัณฑ์ที่ 4 กัณฑ์ที่ 5 
กัณฑ์ที่ 6 
กัณฑ์ที่ 7 
กัณฑ์ที่ 8 
กัณฑ์ที่ 9 
กัณฑ์ที่ 10 กัณฑ์ที่ 11 
กัณฑ์ที่ 12 
กัณฑ์ที่ 13

  
 



 
            
   
นิทรรศการ “จุฬาฯสรรศิลป์: เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม”
Submitted by mod on Tue, 2018-03-13 11:09

 
 

นิทรรศการ “จุฬาฯสรรศิลป์: เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม” [Chulalongkorn University Art Collection Hem Vejakorn: The Artist of Siam] ผลงานโดย เหม เวชกร (Hem Vejakorn) จัดแสดงระหว่างวันที่ 20 มีนาคม - 22 มิถุนายน 2561 และจะมีพิธีเปิดในวันอังคารที่ 20 มีนาคม 2561 เวลา 17.00 น. ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นิทรรศการ “จุฬาฯสรรศิลป์: เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม”
                 [Chulalongkorn University Art Collection Hem Vejakorn: The Artist of Siam]
ศิลปิน เหม เวชกร
ลักษณะงาน ภาพจิตรกรรมและลายเส้น
ระยะเวลาที่จัดแสดง วันที่ 20 มีนาคม – 22 มิถุนายน 2561
พิธีเปิดนิทรรศการ วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2561 เวลา 17.00 น.
                        (ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด)
ห้องนิทรรศการ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวความคิด
เมื่อพ.ศ.2527 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งโครงการรวบรวมผลงานศิลปกรรมขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมผลงานศิลปะเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และหนึ่งในศิลปินที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีการเก็บรวบรวมผลงานไว้มากที่สุดท่านหนึ่ง คือ ครูเหม เวชกร ดังนั้นเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ ครูเหม เวชกร ผู้ซึ่งเป็นศิลปินผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่วงการศิลปะและศิลปินไทยจำนวนหนึ่งมาเป็นเวลายาวนาน
สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยจึงได้จัดนิทรรศการ “จุฬาฯสรรศิลป์ : เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม” ซึ่งในนิทรรศการครั้งนี้จะจัดแสดงผลงานภาพจิตรกรรมและภาพวาดลายเส้นอันทรงคุณค่า จำนวน 128 ภาพ อันแสดงเอกลักษณ์ลายเส้นเฉพาะตัวของครูเหม เวชกร โดยภาพวาดได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ อาทิ เรื่องผี ขุนช้างขุนแผน ชาดก มหาภารตะยุทธ ฯลฯ ซึ่งจะจัดแสดงในวันที่ 20 มีนาคม – 22 มิถุนายน 2561 ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ครูเหม เวชกร เป็นจิตรกรสำคัญท่านหนึ่งของประเทศไทยที่มีผลงานวาดภาพเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นศิลปินที่มีพรสรรค์ในการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก กล่าวคือ ในช่วงชีวิตวัยเยาว์ท่านมีโอกาสเรียนวาดเขียนกับคาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาเลียนที่เขียนภาพในพระที่นั่งอนันตสมาคม จึงได้รับอิทธิพลการวาดภาพมาจากชาวต่างประเทศและใช้การฝึกฝนเขียนภาพจากตำราต่างๆด้วยตนเอง แม้ว่าในชีวิตท่านจะประสบกับความยากลำบากทำให้ต้องระหกระเหินไปประกอบอาชีพหลากหลายแต่ก็ไม่เคยเลิกมุ่งมั่นที่จะวาดภาพและยังได้รับโอกาสในการได้วาดภาพอย่างมากมาย อาทิ การเขียนภาพซ่อมแซมของผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การเขียนภาพประกอบวรรณคดีต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ในช่วงกิจการหนังสือเฟื่องฟูนั้นท่านก็ได้เปิดสำนักพิมพ์ร่วมกับเพื่อนจัดทำหนังสือต่างๆ และด้วยความสามารถในด้านศิลปะและการมีอัธยาศัยที่ดีจึงทำให้ท่านมีเพื่อนพ้องและลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีกลุ่มผู้ชื่นชอบครูเหม เวชกร และยังคงอนุรักษ์สืบสานผลงานของท่านไว้ นอกจากความสามารถในการวาดภาพแล้ว ครูเหม เวชกรยังมีความสามารถในงานศิลปะแขนงอื่นๆ อาทิ การเล่นดนตรีไทยประเภทเครื่องสาย การเล่นไวโอลิน งานวรรณกรรมแนวภูตผีปีศาจ และงานประพันธ์ด้านอื่นๆ เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าตลอดชีวิตการทำงานของท่านได้สร้างสรรค์ผลงานไว้อย่างมากมาย
เปิดให้เข้าชมทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.00 – 16.30น.
ปิดให้บริการวันเสาร์,อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
--------------------------------------------
Exhibition Chulalongkorn University Art Collection
                     Hem Vejakorn: The Artist of Siam
Artist Hem Vejakorn
Artwork Type Drawing and Painting
Exhibition Period March 20 – June 22, 2018.
Opening Ceremony Tuesday, March 20, 2018. at 5 pm.
                 (Guest of Honor; Professor Bundhit Eua -arporn, Ph.D.)
Venue Exhibition Hall, Art and Culture building, Chulalongkorn University.
Concept
In 1984, Chulalongkorn University has started organizing original works of Hem Vejakorn (1903 - 1969). After such a long wait for Hem Vejakorn retrospective, Chulalongkorn University purposes his valuable works to expand Thai culture and encompass to Thai art history studies. Moreover, Hem is one of the artists whose most original works have been collected by Chulalongkorn University. Specifically, this upcoming exhibition will be devoted to an honorary master who was the prominent artist from Thai modernism.
The exhibition treasured more than 128 paintings and drawings shown all delicate details when he developed into his individual style. As merely illustrated artworks, the exhibition will included part of fiction and Thai literature, such as “The Tale of Khun Chang Khun Phaen” and “Jataka tale of Mahapharata”.
Hem Vejakorn is one of the most significant and intriguing painter in Thai modern era. He developed his own self-taught skill. Moreover, he got a chance to meet Carlo Rigoli; a distinctive interior painter of the Ananda Samakhom Throne Hall’s dome. Then, he learned western Art style and broadened his own horizons. Even though, he had tough time to struggle in his teenage years, he was patronized and got many jobs due to his personal profession. Hem became well-known, his realistic stroke brought opportunity to conserve Ramayana mural series at the Royal Grand Palace. While, Thai publishing was blooming, he gained more popularity from his artworks inserted in the fiction. Teacher Hem was an admiring and respectful after he had taught at Poh - Chang Academy of Art. He also authored and illustrated his own fiction, impressively, horror short stories.
Accordingly, the retrospective will cause visitors to reconsider not only the visual and artistic themes associated with Hem Vejakorn, but also the historical and social implications of Thai culture which benefit to public education. The excitement show will be held from March 20 – June 22, 2018 at the Exhibition Hall, Art and Culture building, Chulalongkorn University.
--------------------------------------------
展覧会名 チュラーロンコーン大学アートコレクション
               『ウェジャコーン・ヘーム:サイアムアーティスト』
                 (Chulalongkorn University Art Collection
                 Hem Vejakorn: The Artist of Siam)
アーティスト ヴェジャコーン・へーム (Hem Vejakorn)
出品作品 絵画・素描
会期 2018年3月20日 ~ 6月22日
開会式日時 2018年3月20日(火)午後5時~
                     開会式実行委員長:Professor Bundhit Eua-arporn, Ph.D.
会場 チュラーロンコーン大学 芸術文化ビル 展示ホール
コンセプト
美術史の教育に生かすための美術作品を収集するために、チュラーロンコーン大学では 1984年に“美術作品収集プロジェクト”を立ち上げた。その中でチュラーロンコーン大学 が最も多くの作品を収集した芸術家の1人がヴェ ジャコーン・へーム氏である。美術界や 様々なタイの芸術家に長い間インスピレーションを与え続けているヴェジャコーン・へー ム氏の名声を高めるためである。
そこで、チュラロンコーン大学の芸術文化運営事務局は、タイの古典叙事詩“Khun Chang Khun Phaen”やインド文学“Mahabharata”や仏陀の伝記“Jataka”やお化けの物語など 様々な物語の内容をヴェジャコーン・へーム氏の独自の観点で描写した素描や、その他の 貴重な絵画・素描など128点を展示する“チュラーロンコーン大学アートコレクション『 ヴェジャコーン・へーム:サイアムアーティスト』”展を2018年3月20日から6月22日まで チュラロンコーン大学芸術文化ビル展示ホールにて開催する。
ヴェジャコーン・へーム氏は、作品が広く知られるタイの重要な芸術家の1人である。幼 少期から絵を描く才能があり、青年期にはアナンタサマーコム宮殿の壁画を描いたイタリ ア人画家のCarol Rigoliから絵画を学ぶ機会を得て西洋美術の影響を受けながら、様々な 本から独学で絵画を習得していった。多種多様な職業を転々としなければならず、困難な 時期があったにも関わらず、決して絵を描く事をあきらめずエメラルド寺院の壁画の修復 や様々な古典文学の挿絵を描く等の機会を得た。その他にも、出版事業が全盛の時代に、仲間と出版社を設立し様々な本を制作した。彼の芸術的能力やすばらしい人間性により、沢山の弟子や仲間に恵まれ、現在に至ってもヴェジャ コーン・へーム氏と彼の作品は愛さ れ続けている。ヴェジャコーン・へーム氏は、タイの伝統的な弦楽器やバイオリンの演奏 、ホラー文学やその他分野の小説の執筆など、絵画以外の分野でも芸術的な才能に恵まれ 、彼は生涯において沢山の作品を残した。
開廊時間:月曜日~金曜日
9:00~16:30
休廊日:土
・日曜日及び祝祭日
ข่าวประชาสัมพันธ์ : Chamchuri Art Gallery : หอศิลป์จามจุรี

 
 
  
 
 
   


เหม เวชกร

นักเขียนและศิลปินชาวไทย

เหม เวชกร (17 มกราคม พ.ศ. 2446 – 16 เมษายน พ.ศ. 2512) เป็นศิลปินและนักเขียนชาวไทย เขาเป็นที่รู้จักจากภาพประกอบของเขาจากปกนิยายขนาด 10 สตางค์ที่ส่งอิทธิพลต่อศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวไทยรุ่นต่อมา และรวมถึงเรื่องผีของเขาด้วย[1] คาดว่าเขาผลิตงานศิลปะมากกว่า 50,000 ชิ้น เช่น ภาพวาดด้วยปากกาและดินสอ สีน้ำ สีโปสเตอร์ และ สีน้ำมัน เขาพรรณาถึงชีวิตในชนบทประวัติศาสตร์ไทยและตัวละครจากวรรณคดีไทย ผลงานของเขาได้รับการทำซ้ำบนแสตมป์ไทย[2] และนำเสนอในหอศิลป์ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นบูรพศิลปิน สาขาทัศนศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2558



เกิดหม่อมหลวงเหม
17 มกราคม พ.ศ. 2446
จังหวัดพระนคร มณฑลกรุงเทพ ประเทศสยาม
เสียชีวิต16 เมษายน พ.ศ. 2512 (66 ปี)
อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี ประเทศไทย
การศึกษาโรงเรียนเทพศิรินทร์
โรงเรียนอัสสัมชัญ
มีชื่อเสียงจากภาพประกอบนิยายผี
ผลงานเด่นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกมังกรกรรฐ์ (พ.ศ. 2473)
คู่สมรสแช่มชื่น คมขำ
บุพการี
  • หม่อมราชวงศ์ปฐม ทินกร (บิดา)
  • หม่อมหลวงสำริด พึ่งบุญ (มารดา)
ประวัติ

เหม เวชกร เกิดที่กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุได้ 11 ปี เขาได้ไปอาศัยอยู่กับหม่อมราชวงศ์แดง ทินกร ลุงของเขาซึ่งเป็นสถาปนิกที่ดูแลศิลปินและสถาปนิกชาวอิตาลีที่ทำงานในการก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม เหมจึงได้รู้จักกับศิลปิน คาร์โล รีโกลี สถาปนิก มารีโอ ตามัญโญ และวิศวกร เอมิลิโอ จีโอวานนี กอลโล (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศิลปศาสตร์โสภิต) เหมพบว่าตนเองสนใจงานในพระที่นั่ง และรีโกลีซึ่งเป็นผู้ออกแบบตกแต่งภายในจึงอนุญาตให้เขาลงสี

ชีวิตในวัยรุ่นของเขา นับเป็นช่วงเวลาที่ตกยากที่สุด ทั้งพ่อและแม่ที่ต่างผลัดกันแย่งยื้อตัวเขาไว้ก็ไม่มีใครได้เลี้ยงดูจริงจัง ตามประวัติกล่าวว่าเขาเคยเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และอัสสัมชัญ แต่ก็คงได้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ จากนั้นเหมต้องกลายเป็นคนซัดเซพเนจรไปหลายที่ แม้แต่นามสกุล "เวชกร" ที่ใช้มาตลอดชีวิตก็เป็นนามสกุลของครอบครัวขุนประสิทธิ์เวชการ (แหยม เวชกร) อดีตนายแพทย์สาธารณสุขประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเคยให้การอุปถัมภ์เขาไว้ครั้งหนึ่ง[3]

ช่วงที่ชีวิตผกผัน เหมต้องเร่ร่อนไปทำงานหลายอย่าง นับแต่เป็นนายท้ายเรือโยงขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นช่างเครื่องจักรไอน้ำ แล้วผันตัวไปเป็นช่างเครื่องในงานสร้างเขื่อนพระรามหก เมื่อเข้ากรุงเทพฯ มาเป็นช่างเขียนในกรมตำราทหารบก กระทรวงกลาโหม และพร้อมกับมีอาชีพเสริมด้วยการเล่นดนตรีไทย งานเล่นดนตรีคลอประกอบการฉายหนังเงียบในโรงภาพยนตร์ แต่ต่อมาอาชีพนักดนตรีเริ่มฝืดเคือง เริ่มงานเขียนปกนวนิยาย เป็นงานหลักหาเลี้ยงชีพ

ปลายปี พ.ศ. 2478 เหม เวชกรและเพื่อนได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ พิมพ์นิยายราคาถูก ปกเป็นภาพเขียนฝีมือของเหม พิมพ์สอดสีสวยงาม ราคา 10 สตางค์ นอกจากนี้ เหมยังมีผลงานวรรณกรรมเกี่ยวกับเรื่องผีด้วย[4]

ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ แช่มชื่น คมขำ แห่งสำนักวังหลานหลวงของกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ โดยไม่มีทายาท แต่ได้รับบุตรบุญธรรมไว้คนหนึ่งชื่อดาบตำรวจสุชาติ สมรูป

เหมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2512[5] ณ บ้านพักแหล่งสุดท้ายของเขาที่ซอยตากสิน 1 เขตธนบุรี ขณะอายุได้ 66 ปี

ผลงาน
แก้
เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกมังกรกรรฐ์ ที่ระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ห้องที่ 69 เมื่อ พ.ศ. 2473 (ภาพนี้ได้รับการเขียนซ่อมโดย พ.ต.ท อำพัน ศิรสงเคราะห์ เมื่อ พ.ศ. 2515)
เขียนภาพปกภาพประกอบนวนิยายที่สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ต้นกำเนิดนิยาย 10 สตางค์ เมื่อประมาณปี 2474
เขียนภาพปกภาพประกอบ แผลเก่า ของ ไม้ เมืองเดิม
งานชุดประวัติศาสตร์ไทย ชีวประวัติสุนทรภู่ ชุดนางในวรรณคดีชุดกากี
ผลงานจิตรกรรมพุทธประวัติที่สร้างอุทิศแก่พุทธศาสนา คือภาพปฐมสมโพธิ 80 ภาพ และชุดเวสสันดร 40 ภาพ
วรรณกรรมแนวสยองขวัญ หรือเรื่องผี ถึง 101 เรื่อง
ภาพประกอบให้ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ลงในคอลัมน์ “จากย่ามความทรงจำ ของ เหม เวชกร” หนังสือฟ้าเมืองไทย

เหม เวชกร - วิกิพีเดีย https://share.google/lUfNmCrh949m3OiUH

 
สังฆภัณฑ์ สมุดภาพพระพุทธประวัติ ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร


สังฆภัณฑ์ สมุดภาพพระพุทธประวัติ ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร ประวัติศาสตร์เชิงนิยาย จัดเป็นหนึ่งในผลงานภาพประกอบที่ผู้คนในวงการศาสนารู้จักและมีความคุ้นเคย  เพราะผลงานมีการนำเสนอ ห้วงเนื้อหาจากถ้อยคำหลักในด้านพุทธประวัติ  อีกทั้งบางบทก็มีความสำคัญในทางพุทธประวัติและมีหลากหลายผู้คนเคยสร้างสรรค์ศิลปกรรม แขนงต่างๆมาแล้ว ทั้งนี้เองหากลองไปคำนึงร้านเช่าบูชาพระเครื่อง ซึ่งพระเครื่องเน้นกายวิภาค เพียง ปางประจำวันและ ราศีต่างๆตามนัยยะด้านโหราศาสตร์ ความเชื่อด้านคาถาอาคม มนตรา นับเป็นค่าสมการเชิง ศิลปะเหนือจริง เซอร์รีลริสซึม
 ห้องพระหลากสถานที่ มักมีภาพประกอบ บางภาพตามอาคารสถาณต่างๆ ตามแต่บุคคลเคารพบทความคำสอนห้วงใดในหลักศาสนา ดังห้วงแห่งดวงชะตาของแต่ละบุคลาธิษฐานที่ดึงนำทัศนศิลป์จากสังฆภัณฑ์ ภาพพุทธประวัติ มาทดแทนสมการ การเดินทางเข้าวัด อนึ่งการ อนุโมทนา จุดสักการะ ห้องพระส่วนตนขนาดย่อม อนึ่งเดียวกันนั้นภาพเชิงธรรมเทศนาก็มีการสร้างสรรค์ไว้ทั้ง เชิงภาพธรรมเทศนา และค่าเชิงสำแดงอิทธิปาฎิหารณ์ โอปาติกะ 
ด้วยเหตุนี้เอง ผลงานที่แรกเริ่มเป็นเพียงทัศนศิลป์เชิงภาพประกอบบทความศาสนา ตามหลัก ไตรภาคี ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน ก็ยังมีการถูกหลากหลายวัดวาอารามหยิบยืมและนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ภาพประกอบวัดเชิงโครงสร้างการตกแต่งสถาปัตยกรรม เช่น ภาพประกอบฝาผนังวัด ภาพประกอบบานหน้าต่างวัด
ปริศนาธรรม ที่ถูกนำมาใช้ในอดีตกาล เนื่องจากศิลปิน มีการสร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบ ทั้ง ภูตผี หยอกล้อกับการวาด กามรมณ์ความรักของหนุ่มสาว ด้วยศิลปะเชิงสังวาส แต่ไม่มีด้านคาถาอาคม จึงเป็นดั่งภาพขาวดำที่มีความโดดเด่น อนึ่งกับที่มีการสร้างสรรค์หนังสืออุทิศกุศลงานฌาปนกิจสงเคราะห์บุคคลต่างๆ ลิลิตต่างๆถูกใช้ฝึกฝนด้านการออกแบบเครื่ององค์ทรงยศ จนถึงแก่นนิพพานในตัวละครเทวดาไทยและมีรูปแบบของตนเองอย่างเด่นชัด 

อนึ่งเดียวกันนี้ เนื้อหาด้านอิริยาบถพระปางประจำวันต่างๆทั้งเจ็ดวันตามหลักก็มีการระบบ โหราศาสตร์ว่า กุศลใดอยู่ในท้วงท่าวันใดเช่นใดบ้างเป็นหลักการแน่ชัด องค์ประกอบอิรยาบถท่วงท่าต่างๆ เมื่อถูกถ่ายทอดลงบนศาสนศิลป์เมื่อถูกแต่งแต้มสีสัน จึงมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ที่แม้แต่บางวัดเมื่อนำภาพไปใช้ก็มีการ เขียนคาถาต่างๆ หรือ คติคำสอน ประกอบกับเนื้อหาหลักของภาพทั้ง 80 ภาพ


อนึ่งนี้จากระบบกระบวนการทางทัศนคติศิลปะภาพประกอบแบบแบนราบ ประวัติศาสตร์เชิงนิยาย ที่มีการกระทำการคัดลอก ตกแต่งและปรับปรุง หลากหลายรูปแบบ ได้มีการถูกประยุกต์ให้เกิด มิติมุมมองใหม่ในศาสนศิลป์ ส่วนความโค้งของโดม ในสถาปัตยกรรมศิลป์ ของวัดธรรมมงคล โดยเป็นผลงานประยุกต์ศิลป์ ชุดประติมากรรมโลหะนูนสูง ปริศนาธรรม พุทธประวัติ จำนวน 47 ภาพ จาก 80 ภาพ ของผลงาน สังฆภัณฑ์ สมุดภาพพระพุทธประวัติ ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร 



 
  เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ให้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
  
ทรงรับคำเชิญ แล้วจุติมากำเนิดในตระกูลกษัตริย์ศากยะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
 

  พอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว 
 ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ
  เสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพา ซึ่งกำลังบรรทมหลับสนิทเป็นนิมิตอำลาผนวช  ทรงปลุกนายฉันนะให้ผูกม้ากัณฐกะ เพื่อประทับเป็นพาหนะเสด็จออกบรรพชา  พระยามารห้ามบรรพชาว่า อีก ๗ วันจะได้เสวยสมบัติบรมจักรแต่ไม่ทรงฟัง
  ทรงตัดโมลีถือเพศบรรพชา ณ ฝั่งน้ำอโนมา ฆฏิการพรหมถวายอัฐบริขาร  เสด็จไปศึกษาลัทธิฤาษีชีป่ากับอาฬารดาบส เห็นว่ามิใช่ทางตรัสรู้  เสด็จถึงอุรุเวลาเสนานิคมอันสงัดเงียบ ทรงพอพระทัยประทับบำเพ็ญเพียรที่นั่น  ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ปัญจวัคคีย์เฝ้าปฎิบัติ พระอินทร์ดีดพิณถวายข้ออุปมา  เช้าวันตรัสรู้ นางสุชาดากับทาสีมาถวายข้าวมธุปายาส โดยสำคัญว่าเทวดา  ทรงลอยถาด ถาดจมลงไปกระทบกับถาดเดิม ๓ ใบ พญานาคก็รู้ว่า
พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้  
เสด็จกลับจากลอยถาด ทรงรับหญ้าคาซึ่งพราหมณ์โสตถิยะถวายในระหว่างทาง
 
  ทรงลาดหญ้าคาประทับเป็นโพธิบัลลังก์ ตกเย็นพญามารก็กรีฑาพลมาขับไล่  แม่พระธรณีบิดพระเกศา เกิดเป็นสมุทรธารา พระยามารก็พ่ายแพ้แก่พระบารมี  พอรุ่งอรุณก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทวดาฝ่ายฟ้อนร่อนรำถวายเป็นพุทธบูชา  เสด็จไปประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงใยดี
ย้ายไปประทับโคนไม้จิก ฝนตกพรำ พญานาคมาขดขนดปกพระกาย กำบังฝน  กลับมาประทับโคนต้นไทร ท้อพระทัยในอันโปรดสัตว์ สหัสบดีพรหมต้องทูลวิงวอน  
ทรงคำนึงเห็นอุปนิสัยเวไนยสัตว์เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่าจึงรับอาราธนา
 
  ถึงป่าอิสิปตนะ เบญจวัคคีย์เห็นแต่ไกล นัดกันว่าจะไม่ต้อนรับ แต่แล้วก็กลับใจ  สำแดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดเบญจวัคคีย์ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม  ทรงทรมานนาคราชร้าย ขดกายพญานาคใส่บาตรให้ชฎิลดู ชฎิลก็ยังไม่เลื่อมใส 
วันหนึ่ง ฝนตักหนัก น้ำท่วม แต่ไม่ท่วมที่ประทับ ชฎิลเห็นอัศจรรย์จึงทูลขอบรรพชา
พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวกต่อหน้าพระเจ้าพิมพิสาร ณ สวนตาลหนุ่ม
พระโมคคัลลาน์ สารีบุตร อัครสาวกซ้าย-ขวามาทูลขอบรรพชาเป็นเอหิภิกขุ  พระพุทธองค์ทรงประทาน โอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์สงฆ์
ในวันเพ็ญมาฆบูชา 

ทรงแสดงปาฏิหารย์เหาะให้เห็น หมู่พระญาติก็สิ้นทิฐิมานะถวายบังคมพร้อมกัน 
เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุไม่ถวายบังคม
  พระราหุลแสดงความรักซาบซึ้งในพระพุทธองค์ผู้เป็นบิดา จนลืมทูลขอราชสมบัติ

ทรงมอบสมบัติพระนิพพานแก่พระราหุล โดยให้บรรพชาเป็นสามเณรองค์แรก  นายขมังธนูซึ่งพระเทวทัตส่งไปฆ่าพระพุทธองค์ ปลงอาวุธ ฟังธรรม สำเร็จมรรคผล  พระเทวทัตได้สำนึกในความผิดของตน ใคร่ทูลขอขมา แต่ถูกธรณีสูบเสียก่อนเข้าเฝ้า
พระพุทธบิดาประชวร เสด็จไปโปรดกระทั่งสำเร็จพระอรหันต์แล้วนิพพาน  พระแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี นำนางกษัตริย์บริวารไปทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี  ถึงวันมหาปวารณา เสด็จลงจากดาวดึงส์โดยบันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน  ครั้นแล้วก็ทรงเปิดโลก บันดาลให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรกแลเห็นซึ่งกันและกัน  ครั้งหนึ่งเสด็จไปจำพรรษา ณ ป่าปาเลไล โดยมีช้างกับลิง เป็นพุทธอุปัฏฐาก  ถึงเพ็ญเดือน ๓ พรรษาที่ ๔๕
พญามารเข้าเฝ้าทูลให้เสด็จปรินิพพานทรงรับอาราธนา  มีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่า ทรงปลงอายุสังขารแล้ว
อีกสามเดือนจะนิพพาน 
รุ่งเช้าเสด็จกลับจากทรงบาตร เยื้องพระกายดูกรุงไพศาลี เป็นครั้งสุดท้าย
เช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ทรงเสวยมังสะสุกรอ่อนที่บ้านนายจุนทะ
นับเป็นปัจฉิมบิณฑบาต 
เสด็จไปกรุงกุสินารา ทรงกระหายน้ำ โปรดให้พระอานนท์ ไปตักน้ำมาถวาย
 
ปุกกุสะบุตรแห่งมัลลกษัตริย์แวะเข้าเฝ้าถวายผ้าเนื้อเกลี้ยงสีทอง
เสด็จถึงสาลวันกรุงกุสินารา โปรดให้พระอานนท์จัดที่บรรทมระหว่างไม้รังทั้งคู่  พระอานนท์ไปยืนเหนี่ยวสลักเพชรพระวิหาร ร้องไห้รำพันถึงพระพุทธองค์  ทรงแสดงธรรมโปรดสุภัททะปริพาชกให้สำเร็จมรรคผล นับเป็นปัจฉิมเวไนย  ทรงแสดงธรรมโปรดสุภัททะปริพาชกให้สำเร็จมรรคผล นับเป็นปัจฉิมเวไนย 
พระสงฆ์ปุถุชนได้ฟังข่าวปรินิพพานซึ่งอาชีวกบอกแก่พระมหากัสสปก็ร้องไห้  พอพระมหากัสสปถวายบังคมบาทพระพุทธศพ เพลิงสวรรค์ก็บันดาล ลุกโชติช่วง
พระมหากัสสปกับพระอริยสงฆ์ยกปฐมสังคายนา สืบอายุพระศาสนามาถึงบัดนี้
 
   Beleg_Maastricht_1579
 
 

       

 นัยยะเลขศักราช จาก Beleg van Maastricht(1579) แฝงถ้อย พระนามมาพิทัย สี่กษัตริย์ พุทธยอดฟ้า จุฬาลงกรณ์ ปกเกล้า ภูมิพล นัยยะเลขศักราช จาก Beleg van Maastricht(1579) แฝงถ้อย พระนามมาพิทัย สี่กษัตริย์ พุทธยอดฟ้า จุฬาลงกรณ์ ปกเกล้า ภูมิพล
 นัยยะเลขศักราช จาก Beleg van Maastricht(1579) แฝงถ้อย พระนามมาพิทัย สี่กษัตริย์ พุทธยอดฟ้า จุฬาลงกรณ์ ปกเกล้า ภูมิพล นัยยะเลขศักราช จาก Beleg van Maastricht(1579) แฝงถ้อย พระนามมาพิทัย สี่กษัตริย์ พุทธยอดฟ้า จุฬาลงกรณ์ ปกเกล้า ภูมิพล




 
   


 คุณค่าของหยกในวัฒนธรรมจีน
 
 
—–‘หยก’ เป็นรัตนชาติที่อยู่คู่วัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน นับแต่โบราณมาชาวจีนก็มีความเชื่อความศรัทธาในหยกและยกย่องให้หยกเป็นสัญลักษณ์แห่งความสิริมงคลเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะนำความโชคดีมาสู่ผู้ครอบครอง อีกทั้งหยกยังเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณลักษณะอันสูงส่งที่คนเราพึงยึดถือไว้ นั่นคือซื่อสัตย์ภักดี จริงใจเที่ยงธรรม สุขุมเยือกเย็นและมีคุณธรรมน้ำมิตร ด้วยเหตุนี้ หยกจึงเป็นสิ่งมีค่าที่ชาวจีนไม่ว่าชนชั้นใดต่างก็ชื่นชอบและศรัทธาบูชามาตลอดหลายพันปีในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน ซึ่งมีทั้งการนำหยกมาเจียระไนประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับนานาชนิดและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น แหวน กำไล ปิ่นปักผม ตราประทับ ไม้เท้า จอกเหล้า ถ้วยชาม เป็นต้น
—–ประโยชน์และคุณค่าของหยกจำแนกโดยสังเขปได้ดังนี้
 
1. หยกเป็นวัตถุดิบในการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้
การนำหยกมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ รวมถึงอาวุธต่างๆ นั้น พบเห็นได้ไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ของหยกในด้านอื่น ในสังคมจีนโบราณเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหยกส่วนใหญ่ ได้แก่ ขวานหยก พลั่วหยก มีดหยก กริชหยก และภาชนะต่างๆ ซึ่งมีมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซาง (商 1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ต่อมาเครื่องใช้ที่ทำจากหยกเหล่านี้ถูกยกระดับเป็นของประดับที่แสดงถึงอำนาจบารมี ความมั่งคั่งและสถานะของผู้ครอบครอง
 
2. หยกเป็นเครื่องประดับแห่งความสิริมงคล
—–ชาวจีนนิยมประดับกายด้วยเครื่องประดับที่ทำจากหยก ไม่เพียงเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังพกพาติดตัวเพื่อความเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งโชคลาภและเป็นการขจัดเภทภัยต่างๆ อีกด้วย เครื่องประดับหยกในลักษณะเช่นนี้ ได้แก่ หวง (璜 หยกรูปพระจันทร์เสี้ยว) เพ่ย (佩 หยกที่ไว้ห้อยกับเสื้อผ้าอาภรณ์ในสมัยโบราณ) จูจุ้ย (珠坠 หยกทรงกลมใช้แขวน) นอกจากนี้ยังนิยมนำหยกมาแกะสลักเป็นสิ่งประดับที่แฝงความหมายของอายุมั่งขวัญยืนด้วย เช่น หยกแกะสลักรูปผลท้อหรือรูปเต่า ชาวจีนให้ความสำคัญและบูชาหยกอย่างเด่นชัดตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (汉 202 ปีก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ. 220) และได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยราชวงศ์หมิง (明 ค.ศ. 1368-1644) กับราชวงศ์ชิง (清 ค.ศ. 1616-1911) เครื่องประดับหยกเหล่านี้มีความผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีนในที่สุด
 
3. หยกเป็นสื่อแทนความรักและคุณธรรมน้ำมิตร
—–การใช้หยกสื่อแทนน้ำใสใจจริงที่มีต่อผู้อื่นมีมานานแล้วในวัฒนธรรมจีน ดังที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรในตำราโบราณ ‘กวีนิพนธ์’《诗经》ที่มีบทกลอนหนึ่งพรรณนาไว้ว่า “แม้นอีกฝ่ายมอบให้เพียงผลแตง ขอตอบแทนมอบคืนด้วยหยกงาม หวังสืบสานผูกเกี่ยวมิตรสัมพันธ์…” ในการหมั้นหมายของหนุ่มสาวก็นิยมมอบหยกให้อีกฝ่ายไว้เป็นสัญญาวัตถุเพื่อใช้แทนคำมั่นสัญญาที่มีให้แก่กัน เหตุผลที่ชาวจีนใช้หยกสื่อแทนความรักและคุณธรรมน้ำมิตรก็เพราะหยกมีคุณลักณะเป็นหินที่งามบริสุทธิ์
 
4. หยกเป็นสิ่งมีค่าที่นิยมสะสมและมีไว้ชื่นชม
—–การแกะสลักหยกเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งของจีน ชิ้นงานเหล่านี้ไม่เพียงมีมูลค่าเป็นตัวเงินเท่านั้นยังมีคุณค่าด้านจิตใจอีกด้วยจึงเป็นสมบัติมีค่าที่นิยมสะสมและมีไว้ชื่นชม นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หมิง จนถึงราชวงศ์ชิงได้ปรากฎผลงานแกะสลักหยกที่เลียนแบบผลงานชั้นเลิศในอดีตเรื่อยมา ในยุคสมัยเหล่านี้จึงมีชิ้นงานแกะสลักหยกให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ประดิษฐ์จากฝีมืออันเยี่ยมยอด
 
5. หยกเป็นเครื่องบวงสรวง
—–ตามประเพณีและพิธีกรรมโบราณของจีนได้ใช้หยกเป็นเครื่องบวงสรวงอย่างหนึ่ง มีการบันทึกไว้ว่า ในสมัยราชวงศ์โจว (周 1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หยกที่ใช้เฉพาะในพิธีบวงสรวงแบ่งเป็น 6 ประเภทและได้กำหนดคุณลักษณะของหยกทั้ง 6 ประเภทไว้อย่างละเอียดใน ‘นิติธรรมเนียมราชวงศ์โจว’《周礼》 เพื่อจำแนกตามพิธีกรรมที่แตกต่างกัน เช่น พิธีกรรมบวงสรวงฟ้าดิน พิธีกรรมบวงสรวงทิศทั้ง 4 และพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพชน เป็นต้น
 
6. หยกแสดงถึงยศฐาบรรดาศักดิ์
—–หยกเป็นสิ่งมีค่าและมีความงดงาม ในสมัยราชวงศ์ถัง (唐 ค.ศ. 618-907) ขุนนางระดับ 5 สามารถพกทองติดตัวได้ แต่หากต้องการพกหยกติดตัวต้องเป็นขุนนางตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สำหรับกษัตริย์กับรัชทายาทจะพกหยกติดตัวไว้เสมอ ครั้นมาถึงสมัยราชวงศ์หมิงมีเพียงกษัตริย์ รัชทายาทและขุนนางชั้นเอกฝ่ายบุ๋นเท่านั้นที่พกหยกติดตัวได้ หยกที่นิยมพกติดตัวนี้มักเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กหรือเป็นส่วนประกอบหนึ่งของสายคาดเอวขุนนาง
 
7. หยกกับความเชื่อหลังความตาย
—–หลังจากยุคราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ชาวจีนได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจากลัทธิเต๋าที่ว่า หากนำหยกมาปิดรูปทวารทั้ง 9 ของคนตายจะช่วยคุ้มครองให้ดวงวิญญาณนั้นปลอดภัยและไม่แตกสลายไป จึงมีการนำหยกมาปิดหู ปิดตา ปิดจมูก และวางหยกไว้ในปากของผู้ตาย โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ อาทิ ผู้มีตำแหน่งเป็นอ๋อง (王) หรือโหว (候) เมื่อเสียชีวิตจะนิยมนำหยกฝังไปพร้อมกับศพด้วย
 
8. หยกเป็นของกำนัล
—–หลังยุคราชวงศ์โจวเป็นต้นมา การมอบหยกเป็นของกำนัลแก่กันเป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง วัฒนธรรมนี้สืบทอดมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ปัจจุบันชาวจีนยังคงนิยมมอบหยกในรูปแบบต่างๆ เป็นของกำนัลแก่กันตามเทศกาลและโอกาสที่เหมาะสม
 
9. หยกเป็นยา
—–มีหยกหลายชนิดสามารถใช้เป็นยาได้ ตาม ‘บันทึกสมุนไพรและตำรายา’《本草纲目》ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราเภสัชวิทยาว่าด้วยสมุนไพรจีนเล่มสมบูรณ์ เขียนโดยหลี่สือเจิน (李时珍 ค.ศ.1518 – 1593) นักเภสัชวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของจีนได้กำหนดหยก 14 ชนิดที่มีคุณสมบัติใช้เป็นส่วนประกอบของตัวยา สำหรับตำราการแพทย์แผนโบราณจีนที่มีอายุเก่าแก่กว่านี้ เช่น ‘เสินหนงเปิ่นเฉ่า’ 《神农本草》กับ ‘หวงตี้เน่ยจิง’《黄帝内经》ก็ได้บันทึกไว้ว่า หยกชั้นดีมีคุณสมบัติในการรักษาสมาธิและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ชาวจีนจึงนำหยกมาประดิษฐ์เป็นหมอนหนุน ที่ปูนอนและเครื่องมือนวดตัว เพื่อใช้ในการรักษาโรคด้วย
—–จากคุณสมบัติของหยกที่นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายและมีคุณค่าในทางจิตใจดังที่ยกตัวอย่างมานี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวจีนที่มีความผูกพันกับหยกมาช้านาน อาจกล่าวได้ว่า เกือบทุกช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนสิ้นลมหายใจ หยกมีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนเสมอมา ในทัศนะของชาวจีน ‘หยก’ จึงมีความสำคัญและมีคุณค่าสูงส่งกว่าอัญมณีอื่นๆ ดังเห็นได้จากที่ชาวจีนมักเปรียบเปรยไว้ว่า “ทองคำนั้นราคาค่างวดกำหนดได้ แต่หยกงามมีค่าเกินกว่าจะประมาณ” (黄金有价玉无价) นอกจากนี้ หยกยังเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวัฒนธรรมจีนที่แตกต่างจากชนชาติอื่นอีกด้วย

            
คุณค่าของหยกในวัฒนธรรมจีน – อาศรมสยาม-จีนวิทยา https://share.google/gUH6d8WXSKKLvQ1V1

  
พระพุทธรูปทรงเครื่อง
 


 

องค์ความรู้ เรื่อง พระพุทธรูปทรงเครื่อง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร

พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปรากฏหลักฐานการสร้างในศิลปะอินเดีย พุทธศตวรรษที่ ๑๔–๑๗ ในประเทศไทยนิยมสร้างในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยแรกเริ่มเป็นการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑–๒๒ ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ ๒๓ ได้เปลี่ยนจากเครื่องทรงน้อยชิ้นเป็นเครื่องทรงจำนวนมาก หรือที่เรียกกันว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ 
คติการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องสันนิษฐานว่ามีหลายคติ เช่น พระพุทธเจ้าเคยเป็นเจ้าชายมาก่อน จึงมีศักดิ์ที่สามารถทรงเครื่องอย่างจักรพรรดิราชได้ หรือเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเปรียบได้กับพระจักรพรรดิราชาธิราช คือเป็นพระราชาแห่งพระราชาทั้งหลาย นอกจากนี้ยังมีคติเรื่องชมพูบดีสูตร กล่าวคือพระพุทธเจ้าทรงเนรมิตพระองค์ทรงเครื่องอย่างจักรพรรดิเพื่อสั่งสอนพญามหาชมพู รวมทั้งหมายถึงพระศรีอารยเมตไตรย หรือพระอนาคตพุทธเจ้า
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ได้จัดแสดงพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะอยุธยา ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประดับตกแต่งด้วยเครื่องอาภรณ์ ได้แก่ เทริดหรือกระบังหน้า กรรเจียก กุณฑล กรองศอ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด ในส่วนของพระพักตร์ยังคงเค้าอิทธิพลศิลปะสุโขทัย แต่ส่วนที่เป็นลักษณะเด่นของศิลปะอยุธยา คือ การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องทรงศิราภรณ์ที่มีกรรเจียกยื่นเป็นครีบออกมาเหนือพระกรรณ กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓
ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้จัดแสดงพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ในลักษณะปางต่าง ๆ เช่น ปางสมาธิ ปางอุ้มบาตร และปางป่าเลไลยก์ สร้างด้วยโลหะผสมลงรักปิดทอง เป็นงานประติมากรรมขนาดเล็ก มีลักษณะรูปแบบคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เป็นพระพุทธรูปประดับตกแต่งด้วยเครื่องอาภรณ์ ประกอบด้วยมงกุฎ กรรเจียกจร กรองศอ สังวาล ทับทรวง ทองพระกร พาหุรัดตกแต่งด้วยกระหนกเหน็บ เป็นต้น กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕
บรรณานุกรม
- กรมศิลปากร. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๕๗.
- รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. รู้เรื่องพระพุทธรูป. พิมพ์ครั้งที่ ๓. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๐.
- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการ และความเชื่อของคนไทย. กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.

กรมศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร


     
พระทรงเครื่องจักรพรรดิ


วัตถุมงคล
Sacred Object
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
ภาพแสดงวัตถุมงคลต่าง ๆ

วัตถุมงคล หมายถึง เครื่องรางของขลังที่เชื่อว่าจะนำความสุขความเจริญเป็นต้นมาให้ หรือป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ[1] 
วัตถุมงคล เป็นเรื่องของความเชื่อและศรัทธาในสิ่งของที่สร้างขึ้นมีความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา ตามสมัยนิยมตั้งแต่โบราณกาลมีหลักฐานเป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมีอายุเก่าแก่เกือบ 2,000 ปี วัตถุมงคลจะมีมากมายในสังคมไทย เช่น พระเครื่อง, พระกริ่ง, พระกริ่งปวเรศ, ปลัดขิก, ผ้ายันต์, ตะกรุด, มีดหมอ, องค์เทพที่เป็นทางศาสนาอื่น ๆ เช่น พระพรหม, พระตรีมูรติ, พระราหู 

ประวัติ
สำหรับ เครื่องราง เป็นสิ่งที่มีมาตั้งสมัยโบราณกาลนับพันปีมาแล้ว และประวัติเครื่องรางของขลังไม่ได้มีเฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ชนชาติอื่น ๆ ก็มีเครื่องรางใช้กันมานานแล้ว โดยเชื่อกันว่าของสิ่งนี้จะสามารถปกป้องคุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ ให้ได้ รวมทั้งในเรื่องของโชคลาภ ความโชคดีทั้งหลายทั้งปวง 
วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง จึงนับเป็นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีอยู่คู่กับมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ จนถึงทุกวันนี้ วัตถุมงคล-เครื่องรางของขลัง ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ายังเป็นที่นิยมและมีความเชื่อถือ 
สำหรับความเชื่อในเรื่อง เครื่องราง ของคนไทย มีมาแต่ครั้งโบราณ ดังจะเห็นได้ในวรรณกรรมที่มีการกล่าวถึงอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะ เครื่องราง ที่นักรบใช้ติดตัวในยามออกศึกสงคราม เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ห้าวหาญไม่เกรงคลัวข้าศึก โดยเชื่อกันว่า เครื่องราง ที่สร้างขึ้นด้วยวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูง โดยพระเกจิอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมอันเข้มขลัง จะสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันภัยรอบตัวได้เป็นอย่างดี 
การบูชาวัตถุมงคลควรเช่ามาบูชาด้วยเงินของตนเองจะขลังกว่ามีผู้ให้มา เพราะถ้ารับจากผู้อื่นมา ถือว่าบูชาแทนเขา บุญและความขลังจะน้อยกว่าเช่ามาบูชาเอง 
ประเภทวัตถุมงคลตามคติของศาสนาพุทธ
วัตถุมงคล ในศาสนาพุทธ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า พระเครื่องราง หรือ พระเครื่อง คือรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าที่มีขนาดเล็ก สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเพื่อสืบทอดพระศาสนา พระเครื่องอาจจะรวมถึงรูปสมมติของพระโพธิสัตว์, พระอริยสงฆ์และเทพเจ้าที่มีขนาดเล็กด้วย วัตถุมงคล ทางพุทธศาสนานั้นประกอบด้วย 2 ประเภท 

1. วัตถุมงคล ภายนอก เช่น วัตถุที่สร้างมาจากดิน โลหะ ฯลฯ
2. วัตถุมงคล ภายใน หรือที่เรียกว่า มงคลชีวิต คือคำแนะนำในการดำเนินชีวิตเพื่อความสุขและความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ 38 ข้อ ในมหามงคลสูตรหรือเรียกว่า มงคล 38 ประการ[2]


อ้างอิง
1. ↑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556, หน้า 1104 
2. ↑ มงคลชีวิต 38 ประการ 

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5

  

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
 เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่นฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
 -ลิลิตพระลอ-

 

    

จิตวิทยาทั่วไป
 
 

สื่อศิลปกรรม นิเทศศาสตร์ อักษรวิจิตร และสื่อมัณฑนศิลป์ ภาพวิจิตรศิลป์ ศีลธรรม ถูกดึงหลวมรวมสู่ศิลปะ แต่มักมีน้อยคนเข้าใจเชิงลึก หากเป็นเพียงผู้รับสื่อศิลปะไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งเทียบได้คล้ายกับคำว่าศิลปวิจักษณ์ และ ผู้ประดิษฐ์ศิลป์ ตามหลักผู้กระทำ เชิงค่าอัตตา และ ตัวตน
 


พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ศรีรัตนโกสินทร์ ไตรภูมิกฎา จากสถานการณ์พระพุทธศาสนา กระแสไสยศาสตร์ การปฏิบัติพุทธปรัชญา ภายใต้เงื่อนไขแห่ง วงจรสังขาร บุพบท ข้ามนทีสีทันดร แห่งวงจรวัฏฏะสังขาร ณ สังสารวัฏ การปฏิสังขรณ์ พุทธคยา รูปแบบ เขื่อน ณ เงื่อนไข ผืนที่ทุกทอง พื้นที่ถูกต้อง 

อุทกภัยในประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ปี พุทธศักราช 2526 จากสถาณะการณ์ท้องนทีท่วม อุทกภัยในประเทศไทยสิงหาคม กันยายน ตุลาคม จนเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน  ปี พุทธศักราช 2526 กรุงเทพมหานคร ตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมขังยาวนาน เนื่องจากภาวะฝนตกหนักที่สุดในประเทศไทย เรียกกัน ว่าฝนพันปี ในปีนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงสำรวจพื้นที่ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เองทรงพระราชดำริให้ขุดลอกคลองบางสายและขุดลอกท่อระบายน้ำ ตลอดจนการสร้างประตูระบายน้ำเพื่อควบคุมการไหลของน้ำ ยิ่งกว่านั้นด้วยความเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งถึงสภาพภูมิมนุษยฺกับสภาพแวดล้อม     

สมการด้านกายวิภาค ถือเป็น พื้นฐานแห่งหลักการ ของ สื่อแขนงเชิงแพทย์ศาสตร์ แรงพลังงาน ปราณ ขั้วบวก และ ปราณ ขั้วลบ แม้อาจเป็น มูลเหตุ ของความซับซ้อนและ ความเข้าใจ ที่ยากให้การรับรู้แก่นสาร หากไม่ค้นคว้าเชิงลึกซึ้ง และมองผ่านเพียงผิวเผินบนรูปธรรมของสื่อสาระสนเทศเชิงดังกล่าว


ผลงานโครงการภาพถ่ายเชิงสารคดี วัดธรรมมงคล เจตคติ อุดมคติ กายวิภาค อุ ทก ญาณ อุทานหยก โดย ภาณุภณ สุขศรี




บรรณานุกรม

วิหารธรรมศาลา” พระวิหารสมัยอยุธยา วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://share.google/adW9j6ddNC7e9gKOd

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนท์วิหาร กรุงเทพมหานคร
Thai Architecture | Dr. Pinyo Suwankiri https://share.google/0gTPpjiIZtjPM0Sl3


ช่วง มูลพินิจ

http://www.facebook.com/chuangmoolpinit

สังฆาฎิ

https://th.m.wikipedia.org./wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B15E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%B4

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจักระ (Chakras System)

https://www.emcthai.com/chakra-beginner-guide

สีจักระทั้ง 7 สื่อความหมาย ของออร่าประจำตัว เกี่ยวข้องกับนิสัย

 https://www.wellandgood.com/chakra-colors-and-meanings/
         
ต้นไม้หยก 

http://gotoknow.org.,๒๕๕๔.Cultural Information Center _ Home
  

สารานุกรมแมลงแห่งอีสาน  
แมงทับ
 
http://pennyb.multiply.com



ต้นโพธิ์กับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดี

https://www.finearts.go.th/promotion/view/25156-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5

ไตรภูมิกถา
          
https://finearts.go.th/promotion/view/22416-%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2
 

การค้าขายและเงินตราที่ใช้ในล้านนา ตอน เงินพดด้วง
          
https://www.finearts.go.th/promotion/view/20337-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87

ส่องโลก ตอน ก่อนเป็นพระงาม ออกอากศ 30 ส.ค 35 the process of posture of the buddha 
เบื้องหลังการสร้างพระพุทธรูปหยก หลวงพ่อ วิริยังค์ วัดธรรมมงคล (ออกอากาศ 23 สิงหาคม 2535)

https://youtu.be/d37OGhSnT-A?si=K1XOxuT5dzmmmeT-LP

ส่องโลก ตอน ก่อนเป็นพระงาม ออกอากศ 30 ส.ค 35 the process of posture of the buddha 

https://youtu.be/yB9HxWqY?si=wQR-X0qXt4rJYXVg



นิทรรศการ “จุฬาฯสรรศิลป์: เหม เวชกร ศิลปินแห่งสยาม” | Contest War https://share.google/VfxwgOOulM1xYSW6s

 
เหม เวชกร - วิกิพีเดีย https://share.google/lUfNmCrh949m3OiUH

คุณค่าของหยกในวัฒนธรรมจีน – อาศรมสยาม-จีนวิทยา
 https://share.google/ods3SEGn1sPPdRRsN

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในคาบสมุทรสทิงพระ

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ https://share.google/q00fGzCFVSEz7WGjY


พระพุทธรูปทรงเครื่อง

 กรมศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร https://share.google/o7b2siwwxec3bBBQJ

         
 วัตถุมงคล - วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5






 



Profile

 

ประวัติผู้สร้างสรรค์งาน

 

     นาย ภาณุภณ สุขศรี เกิดวันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พุทธศักราช 2526 ที่อำเภอ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย จาก โรงเรียน สาธิตจุฬาลงค์กรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2543 และ เข้าต่อในหลักสูตรศิลปบัณฑิต ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อพุทธศักราช 2544 โดยมีผลงานนิทรรศการศิลปะที่เข้าร่วมจัดแสดงต่างๆดังนี้

 

     นิทรรศการศิลปะ “Establish” สถาบันปรีดี พนมยงค์ เขต ทองหล่อ กรุงเทพมหานคร

     นิทรรศการศิลปะ “Trick” On Art Gallery เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

     นิทรรศการศิลปะ “Re-Act” สถาบันปรีดี พนมยงค์ เขต ทองหล่อ กรุงเทพมหานคร

     นิทรรศการศิลปะ "The Pancakes & Booze Art Show 2025" 

     นิทรรศการศิลปะ "The Pancakes & Booze Art Show 2026" 

 

 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 138/1 ซอย ปุณณวิถี 6 สุขุมวิท 101 แขวง บางจาก เขต พระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 โทรศัพท์ 02-332-4315,02-332-74577

 

PANUPON SUKHSRI 

138/1 Sukhumvit 101 (Punnavithi 6)

Bangchak, Prakhanong

Bangkok 10260

e-mail:

panuponsukhsri_1983@hotmail.com panuponapiwat@gmail.com

 

  P.S. NOON 運命の午後のメモ

                                                          Unmei no gogo no memo                                                          

จดหมายเหตุ ยามบ่าย แห่ง ปัจฉิมลิขิต

 

OBJECTIVE: To work in a position where I can use my educational background and skills in art

 

EDUCATION: BFA Visual Arts, Bangkok University, Pathumthani, 2008

 

 

WORK EXPERIENCE: Freelance Artist , 2012 - Present

 ๏ photographerฯ

 ๏ painter ฯ

 ๏ logo designer ฯ

 ๏ superflat ฯ

 ๏ Art Therapy ฯ

 

PERSONAL ATTRIBUTES: ๏ willing to learn ฯ

๏ honest ฯ

๏ responsible ฯ

๏ able to follow directions ฯ

 

SKILLS: ๏ proficient in Microsoft Office and Adobe ฯ












Epilepsy Art Therapy : Puzzle Of Religious Precepts The Superb Meditation Sacred Art Therapy ©Panupon Sukhsri โครงการ ๏ "อภิวัฒน์" ฯ ศิลปะบำบัดลมชัก ศิลปะแบนราบ : ปริศนาธรรม ศีล สมาธิ ศิลป์บำบัดอันเลิศล้ำ ©ภาณุภณ สุขศรี

โครงการ ๏  "อภิวัฒน์"  ฯ ศิลปะบำบัดลมชัก   ปริศนาธรรม ศีล สมาธิ ศิลป์บำบัดอันเลิศล้ำ ศิลปะแบนราบ     © ภาณุภณ สุขศรี ๏  "  Ap...